บันทึกนิทาน...

posted on 09 Apr 2010 03:09 by nekotsuki-ren  in Plot

บันทึกนิทาน... ฝนและลมที่หายไป

 

 

 

... ? ...

 

ใบหูสามเหลี่ยมขนขาวหม่นหมองกระดิกรับสัมผัสเสียงผิดปกติในอาณาบริเวณ เรียกเอาดวงตาสีน้ำตาลใสให้หันไปสบมองต้นเสียงจากนอกตัวอาคารร้างที่มืดสลัว แม้แต่แสงตะวันยามบ่ายอันร้อนแรงก็ยังไม่อาจทำให้พื้นนี้สว่างไสวไปได้ ด้วยรูปลักษณ์ของห้องที่เกือบเป็นแบบปิดจนมีเพียงหน้าต่างว่างๆ เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุว่าแสงสว่างหนึ่งเดียวของห้องนี้แต่กาลก่อน คือแถบสีขาวกลางห้องที่ไร้หลอดสีขาวคั่นกลางระหว่างสองขั้ว แต่ในยามนี้ต่อให้หลอดนั้นยังคงอยู่ มันก็ไม่มีพลังงานจะจ่ายเข้าไปอยู่ดี

 

เสียงเท้าสองคู่ยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมกับเสียงพูดคุยที่ไม่เข้าใจในความหมาย แต่ก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินมาก่อน ... ที่ไหนสักแห่งในอดีตไกล... หากก็เป็นแค่ครู่เดียวที่นึกสงสัย เพราะในอึดใจให้หลังร่างในเงามืดก็หันไปเหม่อมองกับกรอบกระจกและถ้วยเครื่องเซรามิกเก่าๆ ชิ้นหนึ่งที่ปิดผนึกฝาไว้อย่างดีบนโต๊ะเตี้ยๆ ตัวหนึ่ง ณ มุมมืดของห้อง โดยไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ อีกแล้ว แม้ว่าเสียงนั้นจะขยับเข้ามาใกล้ห้องนี้ทีละน้อยๆ แต่ร่างผอมๆ นี้ก็ไม่มีแรงและไม่มีกำลังใจจะขยับตัวอีกแล้ว... ไม่มีเลย แม้กระทั่งจะขยับหางเรียวๆ ที่ปล่อยนิ่งอยู่บนพื้นปูนแตกๆ นี้...

 

 

... หือ? ...

 

 

เงาร่างสูงที่ยืนสองขาค่อยๆ ขยับเข้ามาภายในห้องอย่างช้าๆ พร้อมวัตถุทรงยาวในมือที่เห็นเพียงเงาเลือนรางด้วยแสงสว่างอันน้อยนิดจากสิ่งที่ประทับติดมือมาด้วย แสงสว่างเป็นลำยาวกวาดส่องไปทั่วห้องจนมาหยุดอยู่ที่ร่างสลัวที่นิ่งค้างอยู่ในห้องแต่แรกเริ่มแล้ว แม้จะไม่ได้ตั้งใจ หากดวงหน้าที่นิ่งค้างก็เบือนหน้าเข้าหาสบมองร่างนั้นช้าๆ ด้วยดวงตาที่เหม่อลอยจนเกือบว่างเปล่า ร่างผอมบางที่นั่งพิงผนังห้องสีคล้ำดูคล้ายคลึงกับท่าทางของมนุษย์ยิ่งนัก

 

กระนั้น ขนสั้นสีขาวที่เปื้อนดินเปื้อนฝุ่นจนหมองดำกลับแทรกแซมอยู่บนใบหน้าและร่างกายเต็มไปหมด และปรากฏใบหูสามเหลี่ยมเหนือหัวจนเด่นชัดว่าไม่ใช่มนุษย์ อีกทั้งเรียวหางขนสั้นที่วางนิ่งอยู่บนตักก็ดูเหมือนหางแมวจริงๆ จนน่าตระหนก หากเส้นขนยาวสยายที่ต่อจากส่วนศีรษะลงมาละเรี่ยพื้นแผ่กว้าง ก็บ่งบอกว่านี่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดาๆ ที่ใช้หลักวิวัฒนาการตามปกติ เรียกเอาถ้อยคำตื่นตกใจให้หลุดออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่มผู้ประทับปืนพร้อมยิงได้ทันที

 

 

กลายพันธุ์... ชิ!”

 

 

เป็นชั่วอึดใจหนึ่งที่เงาร่างผู้มาเยือนแสดงเจตจำนงคุกคามด้วยเสียงขึ้นลำกล้องปืนในมือใหญ่ แต่ก็เป็นแค่ชั่วครู่หนึ่งเช่นกัน ที่แมวขาวสีหม่นจ้องมองชายหนุ่มในชุดหนาๆ ดูรัดกุมนั่น ก่อนที่สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์นี้จะค่อยๆ หันกลับไปหากรอบรูปดั่งเดิมและยังคงเหม่อมองต่อไปโดยไม่ขยับไหว แม้ว่าจะมีแขกเพิ่มจากหนึ่งเป็นสองมายืนมองส่องปืนอยู่ข้างช่องประตูทางเข้าออกหนึ่งเดียวของห้องนี้ไปแล้วก็ตาม

 

 

 

 

... นั่นคือสิ่งมีชีวิตตัวเดียวที่เราพบใกล้กันกับหมู่บ้านร้าง เป็นมนุษย์กลายพันธุ์ในสภาพของแมวขาว ... ถือว่าเป็นโชคได้เช่นกันที่บริเวณนี้ไม่มีลมพัดหรือฝนตกเลย ทำให้ร่องรอยความเสียหายที่พบในหมู่บ้านยังคงเดิมอยู่ราวกับหยุดเวลาเอาไว้ บริเวณหมู่บ้านนั้นเต็มไปด้วยรอยกรีดลึกคล้ายกับมีเสือตัวใหญ่ๆ ข่วนไปทั่ว มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดจากฝีมือของมนุษย์แมวกลายพันธุ์ตัวนี้ แม้ว่าสภาพของโครงกระดูกที่เหลืออยู่จะไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นฝีมือของใครหรืออะไร เพราะมีร่องรอยการกัดแทะของสัตว์กินเนื้อประเภทอื่นเข้ามาด้วย แต่ตอนนี้เราก็ได้ข้อมูลเบื้องต้นมาแล้วว่ามนุษย์แมวตนนี้น่าจะเป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุโศกนาฏกรรมในหมู่บ้านจนไม่มีใครเหลือรอดอย่างแน่นอน

 

 

... แต่ ... ก็น่าแปลกที่เจ้านี่กลับไม่มีท่าทีคุกคามใดๆ เลยแม้ว่าเราจะเอาปืนจ่อหัวหรือจับล็อกโซ่ไว้ สายตาของมันจับจ้องไปที่โต๊ะเตี้ยๆ ใกล้กันนั้นตลอดเวลา จนเราเริ่มสงสัย... และทันทีที่เราเดินเข้าไปใกล้เท่านั้นเอง... สายโซ่ก็ถูกกระชากขาดอย่างง่ายดายราวกับเป็นแค่ด้ายเส้นเล็กๆ ปืนในมือเราโดนหักทิ้งในพริบตาไม่ต่างกับหักแท่งช็อกโกแลต เช่นเดียวกับเสียงกรีดร้องแหลมอย่างเสียงแมวจู่โจมเราสองคนจนปวดหู พร้อมๆ กับการตวัดเล็บข่วนพื้นตรงหน้าคั่นกลางระหว่างเราและกรอบรูปนั้นไว้ แล้วมนุษย์แมวขาวนี่ก็มายืนสี่เท้าขู่ฟ่อตาวาวโกรธ ผิดกับแต่แรกที่นัยน์ตาของมันนั้นว่างเปล่าจนไม่อยากจะเชื่อว่ายังหายใจอยู่ได้อีก

 

 

ไม่ผิดแน่... สิ่งที่อยู่บนโต๊ะนั่นต้องเป็นสิ่งสำคัญของเจ้านี่แน่นอน แต่มันคืออะไรนั้น เราไม่อาจรู้ได้ ...

 

 

เราทั้งสองตัดสินใจที่จะอยู่รอดูต่อไป เพราะนี่เป็นกรณีศึกษาครั้งแรกเลยที่ได้เจอมนุษย์กลายพันธุ์ซึ่งยังประคองสติเพื่อปกป้องอะไรบางอย่างเช่นนี้ได้อยู่ ทั้งที่ปกติแล้วมันควรจะบ้าคลั่งไล่ล่าสิ่งมีชีวิตอื่นจนถูกหมายหัวไปนานแล้ว...

 

 

 

 

โกหกน่า!? นี่เรื่องจริงเหรอ!?

?? ... แง้ว?

อ๊ะ! ขอโทษทีๆ ... อ่า... เ รื่ อ ง จ ริ ง เ ห ร อ?

 

ดวงตาสีน้ำตาลใสมองสบตากลับมาอย่างงงๆ เจ้าแมวขาวเอียงหัวนิดๆ ทำท่าเหมือนกำลังประมวลผล ก่อนจะตาโตหูแมวตั้งแล้วพยักหน้าขวับๆ ตอบรับคำพูดของชายหนุ่มที่พยายามสื่อสารกับแมวตรงหน้าอย่างใจเย็น ด้วยท่าทีของเจ้าแมวขาวที่ไม่ต่างกับเด็กน้อยที่พอรู้จักภาษามนุษย์อยู่บ้าง ทั้งที่ในใจของเขานั้นเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ จากเรื่องราวที่พอจะแกะออกมาได้ผ่านการเขียนและการแสดงท่าทางเข้าประกอบราวกับเป็นภาษาใบ้นี้

 

 

 

 

มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก... ตลอดมาเรารู้ว่ามนุษย์กลายพันธุ์จะกลายเป็นสัตว์ร้ายที่ไล่ล่าสิ่งมีชีวิตอื่น โดยไม่เกี่ยงว่านั่นจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์อะไร การทำร้ายของพวกมันมักมาพร้อมกับความสยองขวัญ ราวกับมันเกิดมาเพื่อฆ่าชีวิตอื่นเพื่อความสนุก โดยมีเหยื่อเพียงบางรายเท่านั้นที่มีรอยโดนกัดแทะหายไปบ้าง แต่มนุษย์แมวตัวนี้กลับบอกเราผ่านการขีดเขียนเหมือนเด็กเล่นนี้ ทำให้เราได้ค้นพบความจริงอันน่าตระหนกหนักกว่าเดิม...

 

 

FOOD = SOUL

 

IF EAT SOUL

WE BECOME HUMAN

 

 

 

 

กลายร่างเป็น มนุษย์ ... ข้อมูลที่สื่อผ่านการเขียนตัวอักษรภาษาเก่าด้วยแท่งชอล์กลงบนกระดานดำขนาดเล็ก โดยมีแสงสว่างจากช่องผนังที่เพื่อนของชายหนุ่มเจาะออกไปพอให้ห้องสว่างขึ้น หลังจากประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการนำพาเจ้าแมวขาวนี่ออกไปนอกห้องเพื่อสื่อสารในที่สว่างๆ แม้ว่าเพื่อนของเขาจะไม่ค่อยอยู่ด้วยเพราะมองว่ามันไร้ประโยชน์ แต่ตอนนี้ชายหนุ่มคงต้องไปขอบคุณเพื่อนคนนี้กันหน่อยแล้วที่ทำให้เขาได้ข้อมูลใหม่นี้มาเพิ่ม

 

นี่เองที่เป็นเหตุผลว่าทำไมพวกมนุษย์กลายพันธุ์ถึงไม่มีพฤติกรรมการล่าเพื่อกินเหมือนปกติ เป็นเหตุผลอธิบายได้ว่าทำไมมันจึงต้องไล่ล่าไปทั่ว และเมื่อพิจารณาจากเจ้าแมวขาวตัวนี้แล้วก็ค่อนข้างมั่นใจได้เลยว่า หลังจากกลายพันธุ์ไปสติสัมปชัญญะก็จะค่อยๆ ถูกบั้นทอนลงไปทีละน้อยๆ จนเหลือแต่สัญชาตญาณและความตั้งใจบางอย่าง เหมือนดั่งที่เจ้านี่ใช้สัญชาตญาณในการปกป้องกรอบรูปและถ้วยเครื่องเซรามิกนี้...

 

คิดไปแล้วชายหนุ่มก็ได้แต่จับจ้องดวงหน้าขนสัตว์ที่แต่แรกนั้นก็ดูน่ากลัวอยู่ แต่หลังจากที่อยู่กันมาเกือบ 2 อาทิตย์ เขาก็ชินกับรูปลักษณ์ของมันได้แล้วจนเริ่มมองว่า ก็น่ารักไปอีกแบบ ขึ้นมาเสียอีกด้วย กระนั้นความสงสัยก็ยังไม่จางหายไปจากใจของชายหนุ่ม แต่ไม่ว่าจะเมื่อไหร่หรือตอนไหน ทันทีที่มีใครเข้าใกล้โต๊ะเตี้ยตัวนี้ เจ้าแมวขาวนี่ก็จะลุกพรวดขึ้นไปขวางทางเสียตลอด

 

ก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีไพ่ตายในการจัดการทำให้เจ้านี่หมอบลงไปอยู่หรอกนะ... แต่การกระทำเช่นนั้นควรจะเก็บไว้ใช้กับพวกที่คุยกันไม่รู้เรื่องท่าจะดีกว่า เพราะอย่างน้อยเจ้าแมวขาวนี่ก็ยังพอสื่อสารกันได้บ้าง และจากตอนแรกที่ไม่ยอมให้มองด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็เริ่มที่จะปล่อยให้มองดูหรือเดินไปใกล้ๆ หน่อยได้แล้ว แม้ว่าจะยังเอื้อมมือแตะเพื่อเช็ดคราบฝุ่นที่บดบังรูปภาพข้างในจนมิดไม่ได้ก็ตามที

 

 

 

 

ขึ้นอาทิตย์ที่สาม เราเริ่มบันทึกข้อมูลกรณีศึกษาส่งกลับไปให้ทีมงานของเราผ่านเครือข่าย หากดูเหมือนที่นี่จะอยู่นอกเขตสัญญาณ เราจึงแยกกลุ่มชั่วคราว โดยที่ผมเป็นคนเฝ้ามนุษย์แมวตัวนี้ไว้ ส่วนเพื่อนของผมเดินทางกลับไปเขตหมู่บ้านเพื่อเชื่อมต่อสัญญาณและส่งข้อมูลเข้าเครือข่าย และในระหว่างนี้เอง... ที่ผมเริ่มถามคำถามเดิมซ้ำอีกเป็นครั้งที่ 5 หรือ 6 หากในครั้งนี้กลับได้รับคำตอบกลับมา เหมือนกับว่าเจ้าแมวนี่เริ่มฟื้นความทรงจำกลับมาได้บางส่วนแล้ว...

 

 

MY LOVE

BLACK CAT

HER NAME

 

 

 

 

ข้อความที่หยุดไปพร้อมกับการกุมศีรษะแน่นของเจ้าแมวขาว และในฉับพลันถัดจากนั้นเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นพร้อมๆ กับการล้มลงไปนอนดิ้นกุมหัวแน่น ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นแต่จากน้ำเสียงที่สั่นเครือและขาดช่วง ทำให้เขาพอจะจินตนาการตามได้ว่ากำลังเจ็บปวด กำลังปวดหัว ยิ่งได้เห็นเจ้าแมวขาวค่อยๆ หยุดดิ้นแต่เนื้อตัวสั่นเทาจนเห็นได้ชัดเจน ก็ทำให้ชายหนุ่มยิ่งรู้สึกใจหายเข้าไปใหญ่จนมือใหญ่เผลอเอื้อมไปจับประคองร่างผอมขึ้นมาดูอาการอย่างนึกกลัวระคนตื่นตกใจ

 

แมวขาวยังคงหอบหายใจหนัก หลับตาตัวสั่น อุ้งมือรูปทรงคล้ายมนุษย์กุมหัวปิดหูแมวแน่น ก่อนที่เสียงร้องจะสะท้อนก้องซ้อนกันไปมาจนชวนสับสนและจับความหมายไม่ได้ เพราะครั้งนี้มันไม่ใช่เสียงร้องอย่างแมวเหมือนที่เคยเป็นมาเท่านั้น มันมีเสียงที่เหมือนกับพยายามจะพูดอะไรออกมา เสียงที่คล้ายคลึงกับภาษาของมนุษย์ หากมาพร้อมกับการสะอื้นน้ำตาไหลหยดและสำลักไอ จนชายหนุ่มได้แต่ตัวแข็งค้างด้วยความสับสน

 

 

ย---! ง---แง้วววว! ฮึก!เหมี้ยวววว!! ยะ---! แค่ก! ..ฮึก! อ--อิ--- แฮ่ก!”

 

 

 

 

Iyo’sRen’s

 

 

เป็นเวลาราว 5 นาทีที่มนุษย์แมวดิ้นร้องวนซ้ำไปมา ก่อนที่มือขวาจะป่ายสะเปะสะปะไปจับแท่งชอล์กแล้วเขียนอะไรบางอย่างลงไป มันดูคล้ายคลึงกับภาษาเก่าที่ใช้เขียนตามปกติแต่เป็นการเขียนในแบบที่ไม่ยกแท่งชอล์กขึ้นเลย ทำให้ผมอ่านมันไม่ออก แล้วมนุษย์แมวขาวก็ฟุบลงไปนอนหอบหมดสติไปเกือบนาทีเต็ม ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นมาสะโหลสะเหลดูมึนๆ เบลอๆ ไปพักหนึ่ง แล้วก็จำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ได้เลย และยังไม่รู้ด้วยว่าสิ่งที่เขียนลงไปมันคืออะไร

 

 

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่กล้าถามคำถามนั้นซ้ำอีกเลย และได้แต่พยายามให้ความสนใจไปกับกรอบรูปฝุ่นหนาและถ้วยเครื่องเซรามิกเสียแทน หากก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเท่าที่ควร

 

 

 

 

จนกระทั่ง... วันแห่งความเลวร้ายได้มาเยือน ลมพายุที่พัดเวียนวนอยู่รอบตัวอาคาร เสียงปะทุระเบิดกระสุนเพื่อป้องกันตัว ชายหนุ่มและเพื่อนจำเป็นต้องหยิบอาวุธปืนเข้าต่อสู้กับมนุษย์กลายพันธุ์ประเภทเหยี่ยวซึ่งพเนจรผ่านมาแถวนี้เข้า โดยที่แมวขาวได้แต่นั่งมองการปะทะที่เกิดขึ้นเพียงครู่เดียว ผ่านช่องว่างที่เจาะเอาไว้ไม่ยอมออกจากห้องไปไหนเหมือนปกติ ก่อนที่ชายหนุ่มและเพื่อนจะรีบถอยกลับเข้ามาในห้อง เนื่องจากความเสียเปรียบที่เริ่มเล็งเห็น หลังจากที่ยิงกระสุนไปแล้วโดนสายลมที่ไหลเวียนรอบตัวเหยี่ยวเบี่ยงเบนวิถีกระสุนออกไปจนกระสุนปืนนั้นไร้ประโยชน์

 

 

 

 

เราจำเป็นต้องหลบซุ่มอยู่ในอาคาร เพราะเจ้าเหยี่ยวตัวนี้มันฉลาดจนน่ากลัว ทันทีที่เราขยับออกจากตัวอาคารแม้เพียงเล็กน้อย ขนปีกเหยี่ยวก็พุ่งปักลงดินจนเศษหินตามพื้นแตกกระจายโดยไม่ยอมร่อนลงมาหรืออยู่เฉยๆ เป็นเป้านิ่ง ทั้งพลังความสามารถและความฉลาดนี้ ทำให้มีความเป็นไปได้อย่างมากทีเดียวที่มันกำลังจะเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ เราทำได้เพียงถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ รอจนกว่ากลุ่มเพื่อนพ้องที่กำลังจะเดินทางมาสมทบ จะเข้ามาช่วยให้สถานการณ์เลวร้ายนี้ดีขึ้น

 

 

 

 

... อาหาร ... หมดแล้ว ...

... ยัง ... ไม่มา อีกเหรอ...

 

 

ชายหนุ่มค่อยๆ หันไปสบมองหน้าเพื่อนแล้วส่ายหน้าเล็กๆ อย่างจนปัญญา เพื่อนของเขาที่ได้รับบาดเจ็บอาการแย่ลงทุกทีๆ เพราะความพยายามจะจัดการกับเจ้าเหยี่ยวนั่นด้วยความบ้าบิ่นส่วนตัว หากลงท้ายก็ต้องหลบกลับเข้ามาพร้อมกับแผลฉกรรจ์ที่มือขวา ปืนยาวที่ใช้ต่อสู้ก็ถูกทำลายจนใช้การไม่ได้แล้ว ความหวังของพวกเขาซึ่งอยู่กับกลุ่มสมทบก็ดูจะเลือนรางลงทุกที

 

 

 

 

1 อาทิตย์เข้าไปแล้วความช่วยเหลือก็ยังไม่มา จนเราสองคนเริ่มคิดกันไปว่าอาจจะมีสัตว์ร้ายหรือมนุษย์กลายพันธุ์อยู่แถวนี้อีกก็เป็นได้ และด้วยความพยายามอันล้มเหลวที่จะลองฝ่าออกไปหลายครั้งหลายครา ก็ทำให้ทราบได้ว่ามนุษย์เหยี่ยวตนนี้คอยเฝ้ามองเราอยู่ตลอด จากข้อจำกัดที่ตัวบ้านร้างหลังนี้มีพื้นที่โดยรอบเป็นที่โล่งกว้าง มีร่องดินที่เคยเป็นแม่น้ำเมื่อนานมาแล้วอยู่ด้านหน้า มีป่าเล็กๆ โล่งๆ และผาสูงอยู่เบื้องหลัง เราถูกบีบให้อยู่ในสภาพจนตรอกขึ้นทุกทีๆ ทำให้คิดได้อย่างเดียวว่าเจ้ามนุษย์เหยี่ยวตนนี้ มันไม่ใช่เพียงสัตว์ร้ายกระหายเลือด แต่เป็นปีศาจที่มีสติปัญญาระดับมนุษย์ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับจากแมวขาว ก็ทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงอันน่าตระหนกว่าพวกที่กลายพันธุ์นี้ไม่จำเป็นต้องกินหรือหลับนอนก็ยังอยู่ได้นับเป็นเดือนๆ โดยไม่มีอ่อนแรงแม้แต่น้อย

 

 

 

 

--- ... หึ... หึๆ ... ฮ่าๆๆๆ! หึ ฮะๆๆ ฮ่าๆๆ---

 

 

เสียงหัวเราะในเช้าวันที่ 8 เรียกให้ชายหนุ่มสะดุ้งตื่นจากภวังค์และหันไปหาต้นเสียงอย่างตื่นตกใจ ก่อนจะได้เห็นเพื่อนของเขาจ้องมองปืนสั้นในมือที่กำแน่น แล้วค่อยๆ ขยับลุกขึ้นยืนตรงไปยังช่องทางที่เจาะไว้ แน่นอนว่าเจ้าแมวขาวเองก็จ้องมองไม่วางตาเหมือนกัน แต่ต่างกันที่เจ้าแมวไม่ได้ลุกขึ้นไปห้ามเหมือนอย่างที่ชายหนุ่มกระทำ แล้วการโต้เถียงก็เริ่มต้นขึ้น ก่อนที่เขาจะถูกเพื่อนรักใช้ปืนตบหน้าแล้วกระโจนออกไปสู่ความตายที่ปรารถนา นั่นคือการต่อสู้จนตัวตาย

 

 

 

 

หากจะกล่าวโทษถึงสิ่งใดแล้ว สิ่งนั้นคงจะเป็นความผิดของผมที่ไม่อาจจะห้ามเพื่อนรักของตนได้ แต่ถ้าจะกล่าวขอบคุณผู้ใดนั้น ก็คงไม่พ้นเพื่อนของผมที่ทำให้เรื่องราวทั้งหมดจบลงได้เสียที

 

 

แม้ว่าจะมีเพียงผมคนเดียวที่รอดชีวิตก็ตาม

 

 

 

 

เพล้งงงง!!

 

 

 

 

เหตุการณ์ตอนนั้นมันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก เสียงปืนที่แผดร้องดังขึ้นเช่นเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของเพื่อนรักที่ทำให้ผมเกือบบ้าคลั่ง หากก่อนที่ทุกอย่างจะเลวร้ายไปกว่านั้น ความเลวร้ายที่แท้จริงก็เริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงแตกของอะไรบางอย่างซึ่งเกิดจากวิถีกระสุนที่แฉลบเบี้ยวเข้ามาในห้องนี้ ความรู้สึกบางอย่างตรงเข้าเสียดประสาทจนไม่กล้าขยับตัวเมื่อนึกถึงอะไรบางอย่างที่สามารถสร้างเสียงเช่นนั้นได้ แม้กระทั่งเหยี่ยวที่ร่อนลงมาเพื่อจับร่างใกล้ตายจากขนปีกที่ปักทะลุก็ยังชะงักไปและหันมาจ้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นราวตื่นตะลึง

 

 

... นั่นเป็นภาพสุดท้ายที่ผมได้เห็นมนุษย์เหยี่ยวในสภาพที่สมบูรณ์ ...

 

 

 

 

เสียงกรีดร้องของสัตว์ร้ายมาพร้อมกับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว จนเห็นเพียงเงาสีขาวหม่นที่พุ่งผ่านข้างลำตัวผลักชายหนุ่มให้ล้มกระแทกขอบผนังห้องอย่างแรง ก่อนที่ภาพครู่หนึ่งต่อมาจะทำให้เขาเกือบหัวใจหยุดเต้น เมื่อร่างของแมวขาวปรากฏไอสีฟ้าวนเวียนอยู่โดยรอบคล้ายคลึงกับของเหยี่ยว บนร่างนั้นมีขนปีกเหยี่ยวปักอยู่บางส่วนและอีกหลายส่วนที่พลัดร่วงลงมาเพราะไอวนนั้น อุ้งมือขวาของแมวขาวจับข้อเท้าเหยี่ยวที่ขาดออกไปข้างหนึ่งขณะที่ในปากนั้นเต็มไปด้วยขนเหยี่ยวมากมายราวกับได้กัดกระชากขนหางออกมาเสียสิ้น โดยที่เหยี่ยวได้แต่พยายามดิ้นรนบินหนีอย่างซวนเซเพราะสูญเสียสมดุลในการบินไป

 

มันเป็นความตื่นตะลึงที่ทำเอาชายหนุ่มถึงกับลืมหายใจ เขาได้แต่นอนหมอบอย่างมึนงงเพราะหัวแตก มองภาพเบื้องหน้าอย่างตื่นตะลึง ครู่หนึ่งที่เขารู้สึกว่าสายลมอุ่นๆ พัดผ่านออกไปจากห้องพร้อมเสียงอะไรบางอย่างที่ทำให้ขนลุกซู่อย่างแปลกประหลาด มันเป็นเสียงร้องเล็กๆ อันแผ่วเบาของสัตว์สี่เท้าที่ชายหนุ่มเองก็ไม่แน่ใจนักว่าหูฝาดไปเองหรืออย่างไร แล้วเจ้าแมวขาวก็กระโจนไล่ล่ามนุษย์เหยี่ยวที่เริ่มเสียศูนย์จนหายลับไปทั้งสองตัว...

 

 

 

 

จากนั้นไม่นานทีมสมทบก็มาถึง การตรวจสอบและช่วยเหลือเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อนของผมสิ้นใจไปพร้อมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอย่างพอใจเป็นอย่างสุดท้าย ส่วนผมถูกพาออกจากห้องไปปฐมพยาบาลและสอบถามเรื่องราว ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผยออกมาแต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันให้สมบูรณ์ เพราะทั้งแมวขาวและเหยี่ยวนั่นก็หายตัวไปแล้ว จนทุกอย่างต้องจบลงและเดินทางกลับสำนักงานใหญ่อย่างน่าอึดอัด หลังจากทีมงานเก็บบันทึกภาพและหลักฐานต่างๆ รวมไปถึงขนนกและเส้นขนของแมวขาวจนครบถ้วน

 

 

ตอนนั้นเอง ที่ผมขอเข้าไปดูสภาพห้องเป็นครั้งสุดท้าย และที่นั่นเองที่ผมได้พบกับความจริงอีกประการหนึ่งซึ่งผมจะไม่มีวันลืม...

 

 

กรอบรูปที่แตกหักและเลือนราง จนเห็นแค่รอยยิ้มของหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งมีผิวสีแทน เธอกำลังโอบกอดชายหนุ่มที่ผิวขาวกว่าซึ่งเลือนรางลงจนเห็นเพียงรอยยิ้มมีความสุขเหมือนกัน... แหวนสองวงที่อยู่ในถ้วยเซรามิก ขี้เถ้ากองเล็กๆ ที่ค่อยๆ ลอยหายออกไปทีละน้อยจนหมดสิ้นราวกับมีสายลมชักนำ เมื่อผมได้พิจารณาถึงแหวนทั้งสองวง ก็ได้พบกับรอยสลักชื่อเป็นภาษาโบราณ ซึ่งต่อท้ายด้วยสัญลักษณ์แทนความเป็นเจ้าของ... มันเป็นชื่อที่ผมไม่เคยได้รับคำตอบ แต่ตอนนี้ผมกลับน้ำตาไหลเพราะคำตอบที่เพิ่งจะมาทราบเอาตอนนี้

 

 

MY ALIAS                                                           

MY LOVE

 

WHITE CAT                                                        

 

BLACK CAT

 

MY REAL NAME                                               

HER NAME

 

REN                                                                       

Ren                                           

 

IYO

Iyo

 

 

 

Iyo’s                  Ren’s

Iyo’s                Ren’s

 

 

 

 

ไม่กี่วันหลังจากนั้น เราได้พบซากเหยี่ยวตัวโตที่ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ไม่ไกลจากหมู่บ้านร้างมากนัก จากการตรวจสอบพบขนสีขาวหม่น รอยเลือด และรอยเท้าปริศนาที่เดินตรงไปทางแม่น้ำใกล้ๆ ก่อนจะได้พบอะไรที่มันผิดปกติอย่างมาก เมื่อรอยเท้าขนาดใหญ่นั้นค่อยๆ เล็กลงจนกลายเป็นรอยเท้าเล็กๆ จากการตรวจวิเคราะห์พบว่าเป็นอุ้งเท้าสัตว์ตระกูลแมว แมวขนาดเล็ก ขณะเดียวกันก็ได้พบกับรอยเท้าแบบเดียวกันอยู่ใกล้ๆ หากในทิศตรงข้าม เป็นรอยเท้าที่เล็กกว่าซึ่งไม่อาจทราบได้ว่ามาจากไหน เสมือนกับเจ้าของรอยเท้าเล็กๆ นั้นได้ร่อนลงมาจากท้องฟ้าเพื่อมาพบกัน ก่อนที่รอยเท้าทั้งสองนั้นจะพากันเดินเลียบแม่น้ำและหายไปกับผืนป่าเก่าแก่แต่โบราณ

 

นับจากนั้นเป็นต้นมา... สายฝนก็เริ่มกลับมาโปรยปรายอีกครั้งพร้อมกันกับสายลมที่เคียงคู่กันมาเสมอ เป็นพายุฝนที่หนักบ้างเบาบ้าง หากก็ยังคงตกต่อเนื่องจนผืนป่าคืนชีพอีกครั้ง และได้รับเสียงเล่าลือกันถึงแมวสองตัวที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งนั้น เป็นแมวขาวขนสวยและลูกแมวดำตัวน้อย...

 

 

... บนผืนป่าที่กลับมาใช้ชื่อเดิมแต่โบราณว่า ...

 

 

 

“Kurotsuki Forest”

 

 

 

End.

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

wow...
แต่งเองป่าวคร้า
เก่งจังbig smile

#1 By HOO - ey on 2010-04-09 03:30

อ่า ขอบคุณที่ชมและดีใจที่ชอบขอรับ ยืนยันว่าเขียนเองทั้งหมดครับ ขอบพระคุณอีกครั้งที่แวะเวียนเข้ามาอ่านขอรับ (โค้งคำนับแล้ววิ่งกลับไป)

#2 By White cat on 2010-04-09 14:42