WORD 00 – บทเริ่มต้นแห่งตำนาน

posted on 19 May 2011 21:34 by nekotsuki-ren  in Fiction3

                “ย—ยอมแพ้! อุ๊บ!! ข้า---ยอมแพ้!! ยอมแพ้แล้ว!!”

 

                ร่างสูงเพรียวหยุดมองผู้อ้อนวอนร่างอ้วนอย่างเงียบงัน ชั่วขณะนั้น มือขวาอันหยาบกร้านก็คลายหมัดที่เปรอะคราบสีแดงข้นช้าๆ เขาลุกขึ้น เปลี่ยนสถานะจากการนั่งคร่อมไปเป็นยืนคร่อมร่างอ้วนใหญ่ที่พ่ายแพ้ในการดวลตัวต่อตัว ท่ามกลางเสียงโห่ร้องกึกก้อง ซึ่งผสมผสานไปทั้งเสียงแห่งความยินดีและถ้อยคำสบถของบรรดานักพนันที่รายล้อมอยู่ตามขอบวงเวทสีฟ้ารอบนอก

                วงเวทซึ่งทำหน้าที่เป็นดั่งเวทีลานประลอง เป็นกฎระเบียบในการดวลขั้นพื้นฐาน สำหรับจอมเวทผู้มีเกียรติยศศักดิ์ศรีที่ถือครอง “คำ” บนผืนแผ่นดินแห่งนี้

                หากครั้งนี้ รางวัลที่ผู้ชนะต้องการไม่ใช่คำเยินยอหรือชื่อเสียงเกียรติยศใดๆ ชายชุดขาวผู้กำชัยเร่งรีบก้าวเดินออกจากวงเวท แหวกฝูงชนตรงดิ่งมาทางเจ้าของร้านเหล้าที่กำลังนั่งคำนวณเงินอย่างเพลิดเพลินอยู่หลังโต๊ะพนันประจำร้าน โดยไม่มีทีท่าว่าจะใส่ใจใครนอกจากงานรวบบัตรเงินสดกว่ายี่สิบใบให้กลายเป็นบัตรใบเดียวที่มีตัวเลขเป็นผลรวมของบัตรทุกใบ

                ถ้อยคำทวงถามถึงรางวัล เอ่ยขึ้นในจังหวะที่วงเวทลานประลองสว่างวาบอยู่เบื้องหลังและหายวับไปในพริบตาพร้อมกับร่างของผู้พ่ายแพ้

 

                “บอกมาได้แล้ว”

 

                ผู้ถูกทักท้วงเหลือบสายตาขึ้นจากบัตรเงินสดที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีตามค่าเงินที่แสดงอยู่บนบัตร ท่าทีมึนงงแสดงเด่นอยู่บนดวงหน้าคมเข้มตามอายุอยู่ครู่หนึ่ง ให้นัยน์ตาสีครามเหลือบมองผมสีขาวแปลกตาของผู้เอ่ยทวงรางวัลเข้าอีกหน เพราะผู้คนแถวนี้มีแต่ผมสีดำ น้ำตาล หรือสีทองเพียงเท่านั้น ก่อนที่ชั่วอึดใจหนึ่งหลังจากนั้น มาสเตอร์ประจำร้านจะรำลึกได้ถึงบทสนทนาอันเลือนรางก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้

 

                “หือ? ... อ๋อ! ได้เลยๆ ที่เจ้าถามตอนนั้น --- ... ตอนนั้นเจ้าถามข้าว่าอะไรนะ?”

 

                คิ้วบางทั้งสองข้างกระตุกเล็กน้อย เช่นนัยน์ตาสีเข้มที่หรี่ลงมาครู่หนึ่งอย่างขัดใจ หากปากก็เอ่ยทวนคำถามแรกเริ่มออกไป คำถามที่ถูกเรียกค่าตอบแทนล่วงหน้า ด้วยการดวลเอาชนะจอมเวทขี้เมาแสนกร่างจากต่างถิ่นที่กำลังก่อปัญหาให้ร้านนี้อยู่

                เมื่อ 3 นาที 33 วินาทีที่แล้ว ไม่มีขาดเกิน

 

                “ข้ากำลังตามหาคนอยู่ เป็นจอมเวทชายผิวขาวผมดำ มีรอยสักเป็นแหวนสีดำที่นิ้วนางข้างซ้าย ... ท่านบอกว่าท่านเห็นใครที่คล้ายๆ แบบนั้นอยู่”

                “อ๋อๆ จำได้แล้วๆ ข้าเคยเห็นอยู่คนหนึ่งเมื่อราวอาทิตย์ก่อน ตาขวางๆ ดุๆ สีน้ำเงินสดยังกับจะปล่อยแสงออกมาได้อย่างนั้นล่ะ ไม่รู้ว่าใช่คนเดียวกับ---”

                “นั่นล่ะ!! ท่านรู้ไหมว่าตอนนี้คนๆ นั้นอยู่ที่ไหน!?”

 

                คำตอบที่เรียกความตื่นตัวจากผู้ฟังได้จนไม่อาจรอคอยให้มาสเตอร์ตาคมได้กล่าวจบ การขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงร้อนรนที่แปรเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ทำเอาเจ้าของร้านมองหน้าชายต่างถิ่นผิวสีเข้มอย่างสงสัยในเรื่องราว หากก็มิได้แสดงออกด้วยถ้อยคำถัดมาแต่อย่างใด นอกเสียจากแววตาสีครามที่แสดงถึงความกระหายใคร่รู้เพียงเท่านั้น

 

                “ไม่มั่นใจนะ แต่หมอนั่นบอกว่าจะไปหาที่พักแถวๆ ประตูเมืองทิศใต้ ข้าคิดว่าอาจเป็นโรงแรมน็อกซ์ดาวน์ถ้าเป็นแถวๆ นั้น”

                “เยี่ยม! ขอบคุณมาก!!”

 

                สิ้นเสียงคำขอบคุณ ร่างผอมเพรียวหมุนตัวหันไปทางประตูในฉับพลัน หากรอยยิ้มที่ฉายเด่นบนดวงหน้ารูปไข่นั้น กลับต้องชะงักลงเช่นการเตรียมออกวิ่งทะยาน เมื่อวาจาเสียงเข้มของมาสเตอร์ประจำร้าน เอ่ยขัดถึงเนื้อความที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยินมากที่สุด

                ประโยคแปลกประหลาดของชายคนที่กำลังตามหา อันไม่ควรจะหลุดปากพูดออกมาให้ใครฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในร้านเหล้าประจำเมือง ศูนย์กลางการกระจายข่าวสารชั้นเยี่ยมแบบนี้

 

                “ไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรได้ไหม แต่หมอนั่นบ่นๆ ออกมาว่า ‘เจอกุญแจที่ 7 แล้ว แต่เข้าไปเอาไม่ได้’ ... มันมีความหมายอะไรกับเจ้าหรือเปล่า?”

 

                สายตาจ้องจับผิดของมาสเตอร์ กดดันชายหนุ่มผิวสีจนไม่กล้าหลบสายตา เขาทำได้เพียงแค่สูดลมหายใจเบาๆ สั้นๆ เรียกความกล้า แล้วเอ่ยปากตอบกลับด้วยน้ำเสียงสงบราบเรียบและเป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

                “--- ไม่นะ ... แล้วเขาพูดอะไรอย่างอื่นอีกไหม?”

                “... ไม่ ไม่มีแล้ว นอกนั้นก็เรื่องทั่วๆ ไป อย่างเรื่องว่าเมืองนี้ทำไมไม่มีผู้หญิงเลย หรือค่าเงินที่นี่แพงจัง อะไรทำนองนั้น”

                “หึ เรื่องแค่นี้ยัง--- เอาเถอะ ... ถ้าไม่มีอะไรอื่นแล้ว ขอตัวก่อน ขอบคุณมาก”

 

                กิริยาที่เปลี่ยนกลับไปตามความเยือกเย็นที่กลับคืนมา ช่วยลดทอนความสงสัยของมาสเตอร์ให้หายไป จนไม่เอ่ยคำใดทักท้วงใดๆ ปล่อยให้ชายในชุดขาวเดินออกนอกร้านไป สู่ถนนอิฐบล็อกอันคับคั่งไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา

                ให้ฝีเท้าจะก้าวย่างไปตามเส้นทาง หากจิตใจนั้นล่องลอยไปสู่ความสุขเล็กๆ จากการนึกคิดถึงอุปนิสัยของบุคคลที่กำลังไล่ตาม

 

                ‘ เข้ามาโดยไม่รู้แม้กระทั่งกฎข้อแรกของเมืองนี้ ... สมกับเป็นเจ้าจริงๆ เลย ’

 

                ความนึกคิดสร้างรอยยิ้มจากความขำขันในธรรมชาติของบุคคลผู้นั้น หากสิ่งที่ตามติดเข้ามานั้น กลับหม่นรอยยิ้มนั่นลงไปจนเศร้าหมอง ความทรงจำเมื่อวัยเยาว์ตั้งแต่ครั้งทั้งสองยังเป็นเพื่อนสนิท เรียกร้องให้เขาเร่งรีบตามหามิตรแท้ผู้นี้ให้เจอโดยเร็ว ก่อนที่เรื่องราวทุกอย่างจะสายเกินไป เรื่องราวอันน่าตระหนกตกใจแต่ไร้ซึ่งวี่แววแห่งความจริงแท้อยู่ในเนื้อเรื่องนั้น

 

 

 

                “ยามที่กุญแจแห่งโลกทั้ง 12 ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เมื่อนั้นผู้ถือครองกุญแจแห่งโลกจะได้สิ่งที่ปรารถนาทั้งสิ้นทั้งปวง ด้วยสิทธิการกำหนดกฎเกณฑ์แห่งโลกโดยชอบธรรม”

 

 

 

                ไม่ว่าเขาจะคิดเช่นไร ในโลกนี้ก็ไม่น่าจะมีสิ่งที่ทรงอำนาจมากมายมหาศาลเช่นนั้น หากเพื่อนรักของเขากลับเชื่อมั่นในตำนานนั้นว่ามันมีอยู่จริงๆ และเริ่มต้นสืบเสาะค้นหาถึงเบาะแสต่างๆ นานา แล้วนำมาเป็นหัวข้อสนทนาหลักตลอดระยะเวลากว่าสิบห้าปีที่ผ่านมา

                ก่อนที่คนๆ นั้นจะได้เอ่ยถ้อยคำสำคัญแก่เขา แล้วออกเดินทางออกจากหมู่บ้าน จนสาบสูญไปกว่าเจ็ดปีแล้ว

 

                ‘ รอก่อนเถอะโนร่า! แล้วข้าจะนำมันกลับมาให้เจ้าได้เห็น!! ถึงตอนนั้น---! ’

 

                “--- อื๋อ?”

 

                ความวุ่นวายเบื้องหน้า เรียกสติชายผิวสีเจ้าของนามโนร่าให้กลับคืนสู่ปัจจุบัน ดวงตาสีดาร์กช็อกโกแลตจับจ้องไปทางต้นเสียงอึกทึกข้างหน้า และพบว่ามันคือขบวนเฉลิมฉลองของกองทัพทหารชุดขาวประจำเมืองนี้ ทหารทุกคนมีผมสีบรอนซ์ทองซึ่งประดับไว้เพียงรัดเกล้าสีเงินประดับพลอยหลากสี เสียงกลองศึกบรรเลงคู่ไปกับเสียงขลุ่ยดำเครื่องดนตรีประจำเมือง แสงสว่างสีขาวจากเสาไฟฟ้าบนทางเดินเท้า ช่วยเปลี่ยนท้องถนนเส้นหลักให้กลายเป็นกลางวัน ก่อนจะได้เปลี่ยนแปรแต่งเติมสีสันด้วยกระดาษแก้วหลากสีชิ้นเล็กที่โปรยปรายลงมาจากบ้านเรือนข้างเคียง เช่นเดียวกับดอกไม้หลากชนิดนับร้อยนับพัน ที่ปลิดปลิวเป็นกลีบดอกฟุ้งกระจายด้วยสายลมเวทมนตร์ซึ่งโอบล้อมรอบขบวนทหารหาญอันศักดิ์สิทธิ์

                ขบวนเฉลิมฉลองนี้ ถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ราชาองค์แรกของเมืองนี้ นั่นคือสิ่งที่โนร่าได้ยินมา แต่ความยิ่งใหญ่อลังการของมัน มีมากกว่าที่เขาเคยคาดคิดไว้หลายเท่านัก จนอดไม่ได้ที่จะหยุดชมความเป็นไปตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเฉพาะการแสดงประมือสู้รบ อันจำลองมาจากการต่อสู้แย่งชิงดินแดนของราชากับชนเผ่าท้องถิ่นผู้มีใบหูแหลม ยาวเป็นเอกลักษณ์

                แน่นอนว่าชัยชนะจบลงด้วยความตายปลอมๆ ของชนพื้นเมือง สร้างความพึงพอใจจนเกิดเป็นเสียงร้องอันฮึกเหิมเลือนลั่นไปทั่วทั้งเมือง หากแต่โนร่ากลับไม่รู้สึกปลื้มใจตามไปด้วย เขาเลือกที่จะเดินเลี่ยงออกมาเงียบๆ เพราะเหตุผลส่วนตัวที่ไม่ควรจะบอกให้ใครได้รับรู้

 

                ว่าโนร่า ก็เป็นหนึ่งในชนเผ่าพื้นเมืองอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เกือบจะได้ถูกทำลายล้างเผ่าพันธุ์เหมือนผู้พ่ายแพ้ในการแสดงเมื่อครู่นี้เช่นกัน

 

                หากจะกล่าวขอบคุณสิ่งใดแล้ว ผู้เฒ่าประจำเผ่าคงไม่แคล้วกล่าวขอบคุณต่อปวงเทพผู้เป็นบรรพบุรุษที่ปกปักษ์รักษาคนในเผ่านับพันปี แต่สำหรับเขา โนร่า สิ่งที่เขาเลือกจะขอบคุณคือโชคชะตาและความฉลาดมองทะลุของบรรพบุรุษที่ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานห่างออกไป จนรอดพ้นการล่าอาณานิคมมาได้อย่างหวุดหวิด

                ถึงกระนั้น ภารกิจที่เขาเลือกให้ตัวเองรับครองมา ก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในอดีตเหล่านั้น โนร่าจึงเลือกที่จะหันมาสนใจปัจจุบัน ก้าวเดินไปตามถนนมุ่งหน้าสู่ทิศใต้ของตัวเมือง ตามแผ่นป้ายบอกทางที่ชี้ชัดถึงเส้นทางสู่โรงแรมน็อกซ์ดาวน์ จุดหมายปลายทางในตอนนี้

 

 

 

                “ไม่มี?? ... ท่านมั่นใจแน่แล้วเหรอ?”

 

                ความเคร่งเครียดที่ผู้คนรอบข้างสังเกตได้ เรียกความสนใจจากบุคคลรอบข้างให้หันมามองโนร่าได้ไม่ยากเย็น กระนั้นชายผิวสีผู้โดดเด่นด้วยผมยาวตรงสีขาวหิมะก็ไม่นึกสนใจสายตาใคร เขายังคงจ้องมองพนักงานโรงแรมอย่างสงสัยเคลือบแคลงในคำตอบที่ได้ก่อนหน้านี้

                หากชายหนุ่มผมดำพนักงานผู้ถูกกดดัน กลับไม่มีทีท่าว่าจะตกใจ ประหลาดใจ หรือแสดงอารมณ์ออกมาแต่อย่างใด รอยยิ้มสุภาพยังคงแต้มอยู่บนใบหน้าเรียวติดจะหวาน และเอ่ยวาจาตอบรับคำถามที่สองอย่างมั่นใจในความถูกต้องของคำตอบแรก

 

                “แน่นอนครับ ... ท่านนักเดินทางคงจะไม่ทราบ แต่โรงแรมของเรามีระบบจดจำรูปพรรณสัณฐานของแขกผู้เข้าพักทุกคน และจะเก็บข้อมูลไว้เป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งจากฐานข้อมูลของเรา ชี้ชัดแล้วว่าไม่มีบุคคลที่มีลักษณะตามที่ท่านกำลังสอบถามอยู่เลยครับ”

 

                คำอธิบายที่ชัดเจนหนักแน่น ทำลายความหวังในการตามหาเพื่อนรักของโนร่าเสียจนย่อยยับ เขาได้แต่ค่อยๆ พยักหน้าตอบรับแล้วเอ่ยคำขอบคุณก่อนจะผละจากมายืนนิ่งอยู่หน้าโรงแรมน็อกซ์ดาวน์ สมองที่ตื้อตึงไม่ได้ช่วยให้เขาคิดอะไรออกมาได้ จนกระทั่งรู้สึกถึงเสียงแผ่วเบาดังเสียดกล้ามเนื้อท้องออกมา โนร่าถึงได้คิดตัดสินใจตามความรู้สึกไปว่าควรจะหยุดพักหาอะไรกินได้แล้ว

                ดวงตาสีเข้มหันไปมองประตูกระจกหนาของโรงแรมอีกครั้ง พร้อมก้าวเท้ากลับไปหาพนักงานหนุ่มหน้าหวานคนเดิม

 

                “ขอห้องเตียงเดี่ยวห้องหนึ่ง แล้วก็ขอเมนูเนื้อแนะนำของที่นี่ชุดหนึ่ง ไปส่งหน้าห้องให้ด้วย ขอด่วนๆ นะ”

 

                คืนนี้ เขาจะได้กินอิ่มนอนหลับเต็มที่ ให้คุ้มค่ากับที่ทนลำบากมานานกว่าจะไล่ตามเบาะแสมาถึงเมืองแห่งนี้ แม้ว่าจะคลาดกับเป้าหมายไปแล้วก็ตาม

 

                “เรียบร้อยแล้วครับ นี่กุญแจห้อง 713 เดี๋ยวอาหารจะตามไปในอีก 10 นาทีครับ ขอบคุณครับ”

 

                กุญแจสีเงินสลักเลขถูกส่งมาให้โนร่าพร้อมกับบัตรเงินสดของเขาที่มูลค่าตัวเลขบนนั้นลดหายไปส่วนหนึ่ง เขาเก็บบัตรที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีฟ้าลงไปในซองเก็บบัตรหนึ่งของกระเป๋าบัตรสีดำที่ไม่มีบัตรอะไรอื่นอยู่เลย ผิดกันกับที่สายโซ่เชื่อมคล้องกระเป๋า ที่ผูกติดอยู่กับหูเข็มขัดเนื้อหนากำมะหยี่อันดูหรูหราด้วยความหายากราคาแพง เมื่อรับของทั้งหมดมาใส่ลงกระเป๋าสะพายไว้แล้ว โนร่าก็ผละออกจากหน้าเคาน์เตอร์ ก้าวผ่านห้องโถงหินอ่อนตามบรรดาแขกผู้เข้าพักคนก่อนหน้านี้ไปโดยแทบไม่ทิ้งเสียงฝีเท้าใดๆ ไว้เบื้องหลัง

                หากจะให้นึกเทียบกันดูแล้ว โนร่าก็เป็นแขกที่ดูแปลกประหลาดที่สุดคนหนึ่งเท่าที่โรงแรมเคยมีมา เพราะชุดขาวกำมะหยี่อันได้ชื่อว่าไม่มีทางแปดเปื้อนสิ่งใด ซึ่งเข้าคู่กับรองเท้าขัดมันสีขาวแวววาวไร้มลทิน ช่างขัดกันกับกระเป๋าสะพายใบน้อยที่เป็นเพียงหนังสัตว์ธรรมดาๆ นัก และนาฬิกาข้อมือสีสนิมเส้นเล็กๆ ก็ดูไม่เข้ากันกับข้อมือใหญ่อย่างผู้ชายเลยแม้แต่นิดเดียว

                แต่แม้จะรู้อยู่แก่ใจดี โนร่าก็ไม่นึกสนใจสายตาที่จ้องมองมาแม้แต่น้อย เขายังคงเลือกเส้นทางการขึ้นสู่ห้องพักบนชั้นเจ็ด ด้วยการเมินเฉยต่อลิฟต์แก้วที่เต็มไปด้วยผู้คน หันไปเดินขึ้นบันไดที่แทบจะร้างผู้คน และก้าวฉับๆ ขึ้นบันไดทีละสองขั้นอย่างรวดเร็ว จนหลายคนเผลอหยุดมองตามด้วยความทึ่ง แม้ว่าโนร่าจะไขกุญแจเข้าห้องที่อยู่ติดบันไดพอดีไปแล้วก็ตาม

 

 

                 ‘ที่นี่มีแต่มนุษย์’

 

 

                ความคิดนี้ ทำให้โนร่าเลือกที่จะระวังตัวอย่างถึงที่สุด ถึงจะเข้ามาในห้องพักส่วนตัวที่พนักงานยืนยันแล้วว่าไม่มีการล่วงล้ำสิทธิของลูกค้าแน่นอน แต่เขาก็ยังเลือกที่จะเดินตรวจสอบทุกตารางนิ้วในทุกๆ ห้อง ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ ห้องนอน หรือห้องนั่งเล่นที่มีการจัดสรรปันส่วนได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว แม้จะเป็นห้องพักธรรมดาๆ สำหรับบุคคลคนเดียว

                เกือบสิบนาทีกับการตรวจสอบซึ่งไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ทำให้โนร่าเริ่มผ่อนคลายความกังวลลงมาได้ กระเป๋าสะพายใบน้อยจึงถูกรื้อของออกมาใส่ตู้เสื้อผ้าขนาดย่อมที่ฝังอยู่ในกำแพงคอนกรีตของห้องนอน เสื้อผ้ามากมายถูกหยิบออกจากกระเป๋าหนังสัตว์ใบกระจ้อยที่แค่ใส่ลูกบอลลูกเล็กก็คงเต็มแล้ว หากเสื้อและกางเกงกำมะหยี่สีขาวตัวสำรองก็ถูกดึงออกมาใส่ไม้แขวนเรียบร้อยอีกสองชุด กางเกงขาสามส่วนสีขาวสามตัวถูกดึงขึ้นมาพับกองไว้กับพื้นตู้ไม้อัด เคียงข้างเสื้อแขนกุดผ่าหน้าสีขาวสามตัว ที่แต่ละตัวมีกระดุมเม็ดใหญ่กลัดไว้เพียงสามเม็ด

                แต่ก่อนที่โนร่าจะได้ทันหยิบชุดชั้นในและรองเท้าแตะรัดส้นพันเชือกตามออกมา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ให้เขาหยุดสิ้นทุกการกระทำแล้วก้าวเดินไปทางประตูอย่างเงียบเชียบ เพื่อหยุดมองผ่านช่องกระจกตาแมวออกไปหน้าประตูอย่างนึกระแวงว่าความลับจะแตกเข้าหรือไม่

 

                 “... ! อาหารที่สั่งมาแล้วครับท่าน”

 

                คำทักทายจากบริกรเอ่ยดังขึ้นทันทีที่โนร่าเปิดประตูให้ รถเข็นสีน้ำเงินคันเล็กที่มีถาดสีเงินวางอยู่ใจกลางจอดนิ่งอยู่เบื้องหน้าระหว่างชายผู้สั่งกับผู้ส่ง เด็กหนุ่มผมทอง บริกรผู้เข็นรถเอื้อมมือเปิดฝาครอบถาดสีเงินให้โนร่าได้เห็นว่าสิ่งใดอยู่ข้างใต้ และนั่นก็ทำเอาเจ้าของห้องถึงกับท้องร้องน้ำลายสอ หัวสมองหยุดคิดระแวดระวังขึ้นมาได้ในทันใด

                ภาพถาดอาหารก้นโค้งที่มีพื้นเป็นสารพัดผักใบเขียวอยู่ใต้ชิ้นเนื้อแล่บางหลากชนิด จัดเรียงคลี่บางเป็นวงกลมซ้อนทับลดหลั่นกันขึ้นไปหกชั้น ใจกลางคือหม้อไฟขนาดเล็กที่มีน้ำซุปกลิ่นกรุ่นควันชุ่ยสีข้นเดือดปุดตลอดเวลา โดยมีแครอทหั่นเป็นแท่งและมะเขือเทศสีแดงสดลูกเล็กๆ จัดแทรกไว้อย่างเป็นระเบียบสวยงาม

                ประหนึ่งว่ารู้ดีถึงอาการปกติเช่นนี้จากเหล่าแขกต่างถิ่นฐาน คำถามถัดไปจากหนุ่มผมทองผู้ส่งของจึงได้เอ่ยขึ้นอย่างรู้งาน ก่อนที่เจ้าของห้องจะได้ทันนึกออกคำสั่งใดๆ เสียอีก

 

                “ท่านจะนำเข้าไปเองหรือจะให้ผมนำเข้าไปให้ครับ?”

                “! --- เดี๋ยวเอาเข้าไปเอง ขอบใจนะ”

                “ครับผม ถ้ามีอะไรโทรลงไปที่ห้องรับรองได้ตลอดนะครับท่าน ขอบพระคุณมากครับ”

 

                ดวงตาสีดาร์กช็อกโกแลตเหลือบมองตามบริกรหนุ่มผมทองอยู่ชั่วอึดใจ นึกอายขึ้นมานิดๆ ที่เผลอตัวท้องร้องน้ำลายสอหยุดจ้องอาหารไม่พูดไม่จาไปพักใหญ่ ก่อน   โนร่าจะหันไปสนใจลากเอารถเข็นเข้าห้องปิดประตูลงกลอนเรียบร้อย เร่งผลักรถไปยังห้องนั่งเล่นที่มีชุดโต๊ะเก้าอี้โลหะกับแผ่นกระจกดำที่เป็นมากกว่าโทรทัศน์ แล้วรีบเข้าห้องนอนไปถอดเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะได้กลับมาจัดการอาหารมื้อใหญ่นี้ให้เสร็จสิ้น

                เพราะท้องที่ร้องดังเป็นรอบที่สามนั้น บ่งบอกชัดเจนว่าไม่อยากรอคอยสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว

 

 

 

 

                ไกลออกไปจากเมืองแห่งบุรุษ ณ แดนดินที่ลมทะเลพัดผ่านท้องน้ำสีมรกต ขอบผาสูงเหนือขึ้นไปจากหาดทรายสีทองปรากฏกระโจมเต็นท์สีน้ำตาลตั้งอยู่ข้าง ชายป่าริมทะเลสุดสายตา ชั่วอึดใจที่มีแต่แสงจันทร์ส่องผ่านผืนฟ้าโปร่งไร้เมฆนั้น แสงสว่างเล็กๆ ก็ฉายเด่นขึ้นจากภายในเต็นท์ที่มืดมิด ปลุกเค้าโครงร่างสีดำที่นอนราบอยู่บนพื้นเต็นท์ให้เอื้อมมือขึ้นมาคว้าต้นกำเนิดแสงสีนวล ก่อนที่เสียงงัวเงียของชายหนุ่มจะเอ่ยทวนข้อความสีเงินบนแผ่นหน้าจอสีดำขนาด เท่าฝ่ามืออย่างมึนงง

 

                “--- ‘ข้าบอกอย่างที่เจ้าขอไว้แล้วนะเอ็นกิ’ ... อ๋อ ... เรื่องนั้น---”

 

                มือขวาของชายหนุ่มเจ้าของนามเอ็นกิ จับถือแผ่นแก้วสีดำไว้มั่นขณะขยับปลายนิ้วชี้มือซ้ายเขียนอักษรโต้ตอบผ่าน ระบบสนทนาส่วนตัวกลับไป รอยยิ้มบางแสดงอยู่บนดวงหน้าเรียวซูบซีดครู่หนึ่ง ระหว่างที่แววตาสีน้ำเงินสดดูน่ากลัวสะท้อนแสงข้อความสีเงินที่ตนเองเขียนลงไป

 

                ‘ขอบคุณครับมาสเตอร์ ไว้โอกาสหน้าจะไปอุดหนุนใหม่นะครับ’

                ‘ไม่ต้อง! เจ้ามาทีไรร้านข้าแทบจะต้องสร้างใหม่ทุกรอบ ฉะนั้นไม่ต้องมาอีกเลยนะ!’

 

                ข้อความโต้ตอบเรียกเอาเสียงหัวเราะลั่นเต็นท์ จนแผ่นแก้วสีดำหลุดมือเอ็นกิลงไปม้วนตัวเป็นทรงกระบอก อันเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าคู่สนทนาไม่ได้เชื่อมต่อระบบอีกต่อไปแล้ว

 

                 “ฮะ—ฮะๆๆ --- ฮ่า! ... เฮ้อ ...”

 

                เขาชูมือซ้ายขึ้นมามองท่ามกลางความมืดสลัวจากแสงจันทร์ นัยน์ตาแวววาวจับจ้องมองไปที่นิ้วนางซึ่งปรากฏรอยสักสีดำเส้นหนาประหนึ่งสวม แหวนสีดำที่บางสนิทแนบเนื้อเอาไว้ ก่อนที่รอยยิ้มอ่อนโยนจะคลี่บางบนใบหน้า ให้เอ็นกิค่อยลดมือลงมาจุมพิตเบาๆ ที่รอยสักแล้วพึมพำออกมาแผ่วเบา

 

                 “ขอฝากกุญแจดอกที่ 7 ไว้ก่อนนะ ... โนร่า---”

 

 

 

 

                ณ ห้อง 713 ถาดอาหารที่ว่างเปล่าคือผลลัพธ์ที่เหลือหลังจากเวลาผ่านไปได้เพียงสิบนาที กระนั้นห้องนั่งเล่นเวลานี้กลับไม่มีร่างของชายหนุ่มผมขาวอีกต่อไป แผ่นกระจกสีดำปรากฏภาพตัวอักษรวิ่งวนสลับไปมาวุ่นวาย ประตูห้องไม้หนาหลุดกรอบลงไปนอนแผ่อยู่บนพื้นระเบียงทางเดินชั้นเจ็ด ตู้เสื้อผ้าถูกเปิดกว้างไร้วี่แววเสื้อผ้าที่วางแขวนอยู่ภายใน มีเพียงห้องน้ำที่มีร่องรอยการใช้งานอยู่เมื่อไม่กี่นาทีก่อน หากก็ไร้ซึ่งร่างเจ้าของรอยเท้าเปื้อนน้ำที่วิ่งวุ่นไปทั่วห้อง 713

                เหตุผลนั้นไม่มีอะไรจะชัดเจนไปกว่านายทหารผมทองกว่าสิบนายที่กำลังค้นห้องนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย จนเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดหลงเหลือให้สาวถึงตัวเป้าหมาย หัวหน้าหน่วยบุกทะลวงมือหนึ่งจึงจำยอมรับความพ่ายแพ้ และเอ่ยแจ้งผลความล้มเหลวแก่ผู้สั่งการ ผ่านไมค์ลอยสีเงินที่ติดคู่มากับรัดเกล้าสีเงินเหนือศีรษะ

 

                “เป้าหมายหนีไปได้ครับ ... ครับท่าน! ทันทีเลยครับ! --- กลุ่มหนึ่งลงไปตรวจสอบกล้อง กลุ่มที่เหลือกระจายกำลังตรวจสอบให้หมดทุกห้อง! ปฏิบัติ!!”

                “ครับ!!”

 

                สิ้นเสียงคำสั่ง ร่างในชุดขาวทั้งสิบก็พุ่งทะยานเรียงหนึ่งออกไปนอกห้อง สองคนวิ่งแยกสำรวจห้องพักในชั้นเจ็ดนี้ สองคนตรงดิ่งลงสู่ชั้นล่างสุดเพื่อตรวจสอบกล้อง ส่วนที่เหลือกระจายกันออกไปไล่สำรวจตามชั้นต่างๆ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะเกรงใจเจ้าของห้องพักแต่ละห้องเลยสักนิด

                เพราะประกาศกฎอัยการศึกที่ย้ำเตือนอยู่ทั่วทุกหนแห่งในเมืองนี้ ดังเช่นที่แสดงอยู่บนหน้าจอกระจกสีดำของห้อง 713 บ่งชี้ชัดเจนแล้วว่ามีเหตุร้ายรุนแรงเกิดขึ้น จนทุกคนเลือกที่จะหลบอยู่แต่ในห้องพักของตนและให้ความร่วมมือกับทหารประจำเมืองแต่โดยดี

                หากสิ่งหนึ่งที่นายทหารทั้งสิบไม่ทันได้รู้สึกตัว นั่นคือเวลาทั้งหมดนับตั้งแต่บุกเข้าไปในห้อง 713 นั้น พวกเขาใช้เวลาค้นหาอยู่ในห้องนานกว่าที่รู้สึกได้ไปหนึ่งนาที และโนร่าก็ยังอยู่ในห้องนั้นด้วยในวินาทีที่ประตูถูกพังเข้ามา

 

                แต่ตอนนี้ เจ้าของร่างผิวสีผู้มีผมยาวสลวยสีขาวหิมะกำลังวิ่งทะยานขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทหารคนไหนได้รับรู้

 

                ‘ทำไม!?’

 

                นั่นคือความคิดหนึ่งเดียวที่รบกวนจิตใจโนร่า ซึ่งมาพร้อมกับคำถามเชื่อมต่อกับคำนี้อีกมากมาย ด้วยความที่ไม่เข้าใจในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสิบนาทีที่ผ่านพ้นมา ความตื่นตระหนกเล่นงานโนร่าจนหัวใจเต้นระรัว ก่อเกิดอาการเหนื่อยหอบให้แสดงเด่นชัด ทั้งที่เจ้าตัวเพิ่งจะออกวิ่งมาได้ไม่ถึงสามสิบวินาทีเต็ม

                ในที่สุด โนร่าก็วิ่งมาถึงบานประตูชั้นดาดฟ้าของโรงแรมที่ไร้ซึ่งแสงไฟเปิดเอาไว้ ราวกับความมืดสลัวนี้จะบอกโนร่าว่าทางหนีของเธอนั้นได้มาถึงจุดสิ้นสุดลงแล้ว

               โนร่าเอนกายพิงกับพนังข้างประตูดาดฟ้า ก่อนจะได้ไหลรูดลงไปนั่งแผละอยู่กับพื้นกระเบื้องเย็นๆ กางเกงขาสามส่วนสีขาวรัดรูปไปกับเรียวขาสวยกระชับ และด้วยเสื้อแขนกุดผ่าหน้าสีขาวที่สวมอยู่ไม่ได้กลัดกระดุมไว้ จึงเผยให้เห็นถึงหน้าท้องแบนราบและเอวอันคอดบาง ซึ่งเหนือขึ้นไปนั้นคือผืนผ้าชุดชั้นในสีดำ อันห่อหุ้มเนินเนื้อนุ่มขนาดย่อมสองลูกที่กำลังเคลื่อนตัวขึ้นลงไปตามจังหวะลมหายใจ ผิวสีแทนกรำแดดที่เคยโดดเด่น ยามนี้ก็กลับกลายเป็นสีเทานวลตาดูกลืนไปกับความมืดมิด เรือนร่างของ  โนร่า ณ เวลานี้จึงไม่มีสิ่งไหนชวนให้ต้องสงสัยอีกต่อไปว่าแท้จริงแล้วเธอคือเพศใด

 

                ติดไว้เพียงใบหูสามเหลี่นมขนปุยสีหิมะและหางเรียวขนสั้นนุ่มนิ่มเท่านั้น ที่ทำให้เธอนั้นไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น “มนุษย์”

 

                สมิง เผ่าพันธุ์อมนุษย์ที่มีมาแต่โบราณ นั่นคือชื่อสายเลือดแท้จริงของโนร่าที่จำต้องปกปิดไว้ยามอยู่กับมนุษย์ กระนั้นด้วยเหตุผลบางประการที่โนร่าเองก็ไม่เข้าใจ ความลับนี้กลับแตกกระจายไป เมื่อช่วงสิบนาทีก่อนหน้านี้

 

                ‘ทำไม--- ยาถึงใช้ไม่ได้ผล!?’

 

                ความทรงจำที่นึกย้อนไประหว่างการพยายามตั้งสติคิดวิเคราะห์เพื่อความเข้าใจ โนร่าคิดย้อนกลับไปถึงเมื่อสิบนาทีก่อน เมื่อเธอถอดชุดกำมะหยี่อออกเปลี่ยนเป็นชุดตัวที่กำลังใส่อยู่ปัจจุบัน อาหารมื้อใหญ่แสนอร่อยนั้นดึงดูดเธอจนลืมไปว่าฤทธิ์ของยากำลังจะหมดลงในอีกไม่กี่นาที กว่าที่โนร่าจะรู้ตัวดี อาหารก็ถูกจัดการจนเรียบร้อยในห้านาที พร้อมกับที่ร่างกายกลับคืนสู่ร่างหญิงสาวเผ่าสมิงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

                ตอนนั้นเอง ที่โนร่ารู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่แล่นวาบเข้ามาในร่างกาย พร้อมกับถ้อยคำเสียงกระซิบและใบหน้าวูบหนึ่งของหญิงสาวผู้มีปลายหูแหลมยาว

 

                ‘ ขอฝากเจ้าด้วย... ได้โปรด... ’

 

                ชาวเอลฟ์ นั่นคือสิ่งที่โนร่าสำนึกขึ้นมาได้เมื่อได้ทบทวนความทรงจำดีๆ เพราะหลังจากที่เธอได้รับรู้ถึงภาพและเสียงนั้น ร่างกายก็เริ่มร้อนราวกับจะเป็นไข้ เวลานั้นสมิงสาวตัดสินใจว่าคงเป็นแค่ภาพหลอนอะไรแปลกๆ หลังอาหาร และเลือกที่จะไปอาบน้ำกินยาเพื่อให้กลับสู่สภาพมนุษย์เพศชาย

                ก่อนที่โนร่าจะเผชิญกับปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้น นั่นคือตัวยาที่เคยใช้ได้ผลมาตลอดนั้น กลับไม่แสดงผลอย่างที่ควรจะเป็น และชั่วอึดใจที่กำลังทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้นเอง โทรทัศน์ในห้องนั่งเล่นก็เปิดขึ้น เรียกให้โนร่าหันไปสนใจกับข้อความประกาศกฎอัยการศึกที่วิ่งวนไปมา

                นั่นคือภาพสุดท้ายในขณะที่ทุกอย่างยังดีอยู่ จนกระทั่งครึ่งนาทีต่อมา ประตูห้องก็หลุดกระเด็นออกไปด้วยพลังแห่งจอมเวทผู้บุกรุก สถานการณ์ชั่วพริบตานั้น บีบบังคับโนร่าให้ต้องใช้พลังของตนออกมา

 

                เพื่อที่จะรีบแต่งตัว เก็บข้าวของ และเผ่นหนีออกจากห้อง ภายในเวลา “หกสิบหกวินาที”

 

                “--- โอ๊ยยยย! ไม่เห็นเข้าใจเลย! ---!!”

 

                ใบหูสามเหลี่ยมชี้ตั้งขึ้นในฉับพลัน พร้อมกันกับที่ดวงตาสีดาร์กช็อกโกแลต เบิกกว้างขึ้น เมื่อเสียงฝีเท้าของนายทหารชุดขาวสองนาย เปลี่ยนการสำรวจทีละชั้นเป็นการวิ่งขึ้นมาเรื่อยๆ ราวกับรู้แล้วว่าโนร่าอยู่ที่ไหน ชั่วขณะหนึ่งที่โนร่ายังสับสนในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อึดใจถัดมาเจ้าตัวก็เลือกที่จะเดินหน้าไปตามสัญชาตญาณ

                ในเมื่อเอ็นกิ ชายหนุ่มคนที่ตามหาอยู่ไม่ได้อยู่ที่นี่ เธอก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องอยู่ในเมืองนี้อีกต่อไป

                ร่างกายที่ตอบสนองต่อจิตใจ ความเร็วของการเตรียมความพร้อมในการต่อสู้ประชิดตัวนั้น ชาวสมิงขึ้นชื่อเต็มที่ยิ่งกว่าเผ่าพันธุ์ใดๆ พริบตาที่เห็นหัวของนายทหารคนแรก โนร่าก็เอื้อมมือแตะนาฬิกาข้อมือเบาๆ หนึ่งครั้ง

 

                “--- ‘ช้า’ ‘สามวินาที’ ---”

 

                หนึ่งใน “คำ” ที่ถือครองได้ยากยิ่ง สำแดงฤทธิ์พลังอำนาจออกมาดั่งออร่า คลื่นอากาศวูบหนึ่งพุ่งเข้าใส่ร่างของนายทหารทั้งสองที่เพิ่งจะได้เห็นร่าง ของโนร่าเต็มๆ ตา หากแววตาที่ตื่นตะลึงนั้น กลับไม่มีโอกาสได้เห็นสมิงสาวได้ถึงสามวินาที

                จากความเร็วที่ล่ำลือว่าเหนือมนุษย์อยู่แล้ว ก็ยิ่งรวดเร็วยิ่งกว่าจะคาดฝันถึง เมื่อโนร่าสมิงสาวตรงหน้า คือจอมเวทผู้ถือครองคำว่า “เวลา”

                โดยไม่ทันรู้ตัวดี ร่างของนายทหารคนแรกก็ปลิวทะลุประตูห้องข้างหลังไปด้วยแรงชกที่ลำตัว ตรงข้ามกับนายทหารคนที่สองซึ่งทำได้แค่ขยับวาดแขนเล็กน้อย หมายจะจับมั่นที่ดาบประจำกาย เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็ถูกจับหัวฟาดติดผนังกำแพงจนเลือดอาบสลบเหมือดไปเสีย แล้ว

 

 

                และสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่ก็เป็นไปเสียแล้ว

 

                “เสร็จไปสอง --- เหลืออีก--- แปด!”

 

                นั่นคือเลือดสดๆ จะกระตุ้นพลังของชาวสมิงให้แข็งกร้าวดุร้ายมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

 

 

                ความโกลาหลเกิดขึ้นในไม่กี่อึดใจ เมื่อกล้องที่จับภาพสมิงสาว เริ่มคลาดเคลื่อนกับความเป็นจริงอย่างน่าตระหนก จนหัวหน้าหน่วยบุกทะลวงที่ยืนจ้องหน้าจอนับสิบถึงกับทุบโต๊ะร้องสบถออกมา อย่างเกรี้ยวกราดและสับสน

 

                 “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ!!”

 

                ทหารคนแล้วคนเล่าถูกซัดให้หมดสภาพ ด้วยเงาร่างอะไรบางอย่างที่ปรากฏขึ้นเพียงพริบตาเดียวแล้วหายไป ในขณะที่เสี้ยววินาทีถัดมาร่างของสมิงสาวผมขาวก็วิ่งเด่นหราลงบันไดมา เรื่อยๆ ทีละชั้นๆ จนในที่สุด สาวเจ้าก็หยุดวิ่งแล้วเบือนหน้าหันมาจ้องกล้องตัวใหญ่ที่สุดที่ติดตั้งอยู่ ตรงบันไดชั้นหนึ่ง นิ่งค้างไปอึดใจหนึ่ง แล้วค่อยแสดงท่าทางตกอกตกใจเหมือนว่าเพิ่งจะเข้าใจอะไรได้

                ถ้าเพียงแต่ร่างนั้นจะเป็นหญิงสาวชาวมนุษย์ธรรมดา ถ้าแค่ร่างนั้นไม่ใช่ร่างเดียวกันกับที่ซัดลูกน้องของเขาไปร่วมแปดนาย ซึ่งจะเป็นตายร้ายดีก็ยังไม่รู้ หัวหน้าหน่วยคนนี้ก็คงจะอดหัวเราะไปกับความซื่อเซ่อของเป้าหมายรายนี้ไม่ได้

                ความโกรธเกรี้ยวจากการสูญเสียลูกน้องและความรู้สึกที่เหมือนโดนหยามเกียรติ เรียกร้องให้หัวหน้าหน่วยเจ้าบุกทะลวงผู้กำลังตีหน้ายักษ์ หันไปสั่งการเสียงกระชากพร้อมส่งไมค์สื่อสารให้ลูกน้องที่เหลืออยู่คนเดียว รับหน้าที่แทนตนเอง

 

                “ติดต่อท่านนายพลให้ด้วย! สมิงนั่นเป็นจอมเวท! และข้าก็จะออกไปจัดการมันเอง!!”

                “--- จะไปไหนเหรอ?”

 

                เสียงใสๆ ที่มาพร้อมกับกลิ่นคาวเลือด กระตุ้นให้หัวหน้าหน่วยใช้เวทมนตร์ของตนในทันใด และนั่นก็เป็นสิ่งที่โนร่าไม่คาดคิดไว้ก่อนหน้านี้ จนต้องรีบกระโจนหลบศรแสงความร้อนสูงที่พุ่งทะยานมาเป็นห่าฝนอย่างตื่นตระหนกตกใจ

 

                “บ้าจริง! ถือครอง ‘แสง’ หรอกเหรอ!? --- !!!”

                “จะหนีไปไหน!!”

 

                มันเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดภาพหนึ่งในชีวิตของโนร่า เมื่อแสงไฟชั้นหนึ่งทั้งชั้นได้ดับวูบลงไปเช่นเดียวกับแสงไฟในละแวกใกล้เคียงจนทุกอย่างดับมืดไปหมด ท่ามกลางความมืดมิดนั้นเอง ที่แสงสว่างทั้งมวลได้มารวมตัวกันอยู่ใต้เท้าของโนร่าเป็นรัศมีวงกว้าง ก่อนจะแล่นวาบอาบไล้ทั่วร่างสมิงสาวในพริบตา ด้วยความร้อนที่มากพอจะเผาคนให้ตายทั้งเป็นได้

                พริบตาหลังจากนั้น แสงสว่างก็กลับคืนสู่สภาพเดิม ให้นายทหารหัวหน้าหน่วยซึ่งกำลังเหนื่อยหอบ เอื้อมมือป้องตาจากแสงสว่างที่กลับคืนมาจนดวงตาสีทองนั้นปรับตามไม่ทัน

                เป็นชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงโอดโอยเบาๆ จากด้านซ้ายมือ

 

                 “โอย--- อูย... เกือบไป--- ฮึบ!”

 

                จากหางตาที่ได้ทันเห็นร่างมอมแมมเต็มไปด้วยรอยไหม้เล็กๆ น้อยๆ นั่นเป็นวูบเดียวที่ชายหนุ่มไม่อาจเข้าใจได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วสติของหัวหน้าหน่วยบุกทะลวงก็ดับวูบไป ด้วยแรงตบเน้นๆ ของโนร่าที่ฟาดเข้ากกหูเต็มๆ มือ โดยไม่มีคำตอบใดๆ ส่งมอบให้นายทหารหนุ่มมือหนึ่งของเมืองนี้

                ว่าทำไมสมิงสาวผู้นี้ ถึงรอดพ้นการจู่โจมด้วยความเร็วแสงไปได้

 

                “... ยังไงก็ขอบคุณนะ --- นอกจากเอ็นกิก็มีเจ้านี่ล่ะ เล่นเอาข้าสติกลับเลย --- อื้อ?”

 

                นัยน์ตาคู่โตหันไปมองต้นเสียงอึกทึกข้างนอกตัวโรงแรมอย่างมึนงง และได้เห็นนายทหารชุดขาวจำนวนมากข้างนอกพากันแตกตื่นโกลาหล ให้สติปัญญาของสมิงแมวสาวเริ่มตริตรองความเข้าใจ จนรับรู้ได้ว่าเธอเพิ่งจะจัดการนายทหารฝีมือเยี่ยมที่น่าจะเป็นหัวหน้าของเจ้าพวกข้างนอกไปแล้วเป็นแน่แท้

                รอยยิ้มอันไม่น่าไว้วางใจคลี่แย้มออกมาช้าๆ โนร่าเอื้อมมือกระชับกระเป๋าหนังสัตว์ที่ไม่ปรากฏร่องรอยไหม้ไฟ แล้วออกวิ่งทะยานไป ผ่านประตูกระจกโรงแรม ตรงเข้าหากลุ่มทหารประจำเมืองที่ขวัญเสียไปเรียบร้อยแล้ว

                ร่างเพรียวบางของสมิงสาวพุ่งทะลวงผ่านกลางอย่างง่ายดาย ก่อนที่ปลายนิ้วข้างหนึ่งจะแตะนาฬิกาข้อมือคู่กายเสียอีกครั้ง

 

                 “ ‘หยุด’ ‘หกสิบหกวินาที’ ”

 

                นั่นคือครั้งสุดท้าย ที่บรรดาทหารชุดขาวประจำเมืองนี้ ได้เห็นร่างของสมิงสาวผมขาวผู้ปราดเปรียว ผู้พลิกฟื้นตำนานประจำเมือง เรื่องที่เทพีผู้นำความรุ่งเรืองมาสู่ดินแดน จะหนีหายไปกับหญิงสาวผู้เข้าใกล้อนุสาวรีย์เทพีใจกลางเมือง

                ที่มาของกฎข้อแรก “ห้ามหญิงใด เข้ามายังเมืองนี้” และโนร่าก็ได้ทำลายมันไปแล้วเรียบร้อย

 

 

 

                โดยไม่รู้เลยว่า “เทพี” นั้น ได้หนีหายตามเธอไปแล้วจริงๆ

 

 

 

 

 

 

               “--- ห—หายไป --- หายไปเช่นนั้นหรือ?? --- ผู้ใด ... ผู้ใดกันที่เข้าใกล้มันเป็นรายสุดท้าย---?”

               “จ---เจ้าหนุ่มต่างเผ่า เด็กหนุ่มคนนั้นครับ!”

 

               “--- พวกเจ้า ... จงทำทุกวิถีทาง---”

 

 

 

“นำกุญแจ--- กลับคืนมายังเผ่าของเรา--- เผ่าสมิงของเรา--- ... ให้จงได้!!”

 

 

 

สิ้นสุด – บทเริ่มต้นแห่งตำนาน

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet