Fiction3

WORD 01 - ผลงานศิลปะ

posted on 19 May 2011 21:40 by nekotsuki-ren  in Fiction3

                ‘— ทั้งที่เป็นแค่ผู้หญิง —’

 

                ความวุ่นวายสับสนเกิดขึ้นภายหลังร่างของสมิงสาวหายวับไปจากสายตาเหล่าทหารผู้แตกกระจาย เสียงโวยวายแสดงออกเด่นชัดถึงความหวาดกลัวตื่นตระหนก ต้องใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าความกังวลซึ่งตระหนักได้ถึงภาระหน้าที่ของตน จะค่อยฟื้นคืนกลับสู่เหล่าทหารชุดขาวทั้งหลาย

                การสำรวจความเสียหายจึงเริ่มต้นขึ้นพร้อมๆ กับการแบ่งกลุ่มกระจายตัวออกค้นหาอมนุษย์ ผู้นอกจากจะละเมิดกฎข้อแรกของเมืองแล้ว ยังไม่ยินยอมให้จับกุมแต่โดยดี และยังทำร้ายเจ้าหน้าที่ราชการเสียอีก

 

                ‘— ทั้งที่เป็นแค่อมนุษย์ —’

 

                ดวงตาสีทองค่อยๆ ปรือเปิดขึ้นช้าๆ ท่ามกลางเสียงอึกทึกมากมายเช่นเดียวกับกลุ่มกองแพทย์ที่รายล้อมดูแล เขากำลังถูกปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการพันแผล เป็นการห้ามเลือดจากศีรษะที่แตกเพราะกระแทกผนังรุนแรง โดยที่ปัจจุบันนี้ร่างของนายทหารเลือดร้อนนี้ก็ไม่ได้ห่างจากจุดเกิดเหตุเท่าใดนัก

                หากหัวหน้าทีมบุกทะลวงผู้เก่งกาจกลับไม่แยแสต่อการรักษาแผลแต่อย่างใด เพราะความทรงจำสุดท้ายที่ระลึกได้ คือความอับอายที่ก่อเกิดความคั่งแค้นมหาศาลอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต

 

                “— เป็นแค่—! สัตว์สมิง! แค่สัตว์ชั้นต่ำ!!”

 

                ‘— ฆ่า! จะต้องฆ่ามันให้ได้!! —’

 

                ความคิดที่แล่นวูบอยู่ในแววตา ประกายแข็งกร้าวลุกวาวที่ไม่มีใครเคยเห็นปลุกพลังขีดสุดของมนุษย์ให้ตื่นขึ้น หัวหน้านายทหารผู้เป็นที่เคารพนับถือ ลุกพรวดขึ้นเตรียมจะพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความคลุ้มคลั่ง สร้างความแตกตื่นให้เกิดขึ้นอีกครั้งในชั่วพริบตา จนแพทย์ทหารผู้อยู่ใกล้ตัวที่สุดพยายามที่จะเอ่ยปากร้องห้ามพร้อมๆ กับเอื้อมมือหมายจะคว้าร่างเอาไว้

 

                “ข้าจะไปฆ่ามัน—!!!”

                “!! เดี๋ยวครับท่าน—”

 

                — !!? —

 

                มันเป็นแค่เสี้ยววินาทีที่นายทหารหัวหน้าหน่วยเสียวสันหลังวูบจนทั้งร่างชะงักไป ด้วยรู้สึกถึงออร่าพลังเวทมนตร์ทะลักทะลายราวกับเขื่อนแตกจากด้านหลัง แค่วูบเดียวที่ไม่แม้แต่จะให้โอกาสได้กรอกดวงตาหันไปมองศูนย์กลางของพลัง แรงอัดอากาศมหาศาลก็พุ่งวูบออกมา ฉีกร่างเนื้อและทุกสรรพสิ่งที่อยู่ภายใต้รัศมีทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัว

                นั่น หมายถึงชั้นหนึ่งทั้งชั้นของโรงแรมน็อกซ์ดาวน์และบริเวณโดยรอบอีกราวสิบเมตร

 

                “!? เสียงอะไร!? — !! เฮ้ย!!!”

                “— หัวหน้า! หัวหน้ายังอยู่ในโรงแรมอยู่เลย!!”

                “อ—อะไร!!? —นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?”

                “— ... ร—ระเบิด... —”

 

 

“โรงแรม... ไม่เหลือแล้ว—”

 

 

                ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนไม่มีใครตั้งตัวทัน เหล่าผู้รอดพ้นรัศมีแรงระเบิดต่างพากันตกตะลึงต่อสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ทั้งพลเมือง ทั้งนักท่องเที่ยวต่างถิ่นฐาน ไปจนถึงเหล่าทหารหาญ และข้าราชการรวมทั้งท่านเจ้าเมืองผู้หมดสิ้นทุกถ้อยคำใดๆ เมื่อหนึ่งในโรงแรมใหญ่ประจำเมืองที่มีความสูงกว่ายี่สิบชั้น ถล่มทลายลงมาจนราบคาบเพราะฐานตึกถูกทำลายจนสิ้น

                นอกเสียจากถ้อยคำสั้นๆ ที่อ้อนวอนต่อท่านผู้สร้างซึ่งยังคงดำรงอยู่ตามความเชื่อสูงสุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์

 

                “— ... พระเจ้าช่วย ... —”

 

 

 

 

                “— ? ... ไฟไหม้เหรอ?”

 

                ร่างปราดเปรียวพูดกับตนเองอย่างสงสัย ด้วยแสงไฟวูบวาบที่มองเห็นได้จากฟากฟ้าเหนือบริเวณตัวเมืองที่สมิงแมวขาวเพิ่งจะวิ่งจากมาได้ไม่กี่นาที หากหนนี้ความอยากรู้อยากเห็นไม่สามารถเอาชนะประสาทสัมผัสที่รับรู้ได้ชัดเจนอีกสองสิ่ง หนึ่งนั้นคือเสียงร้องโวยวายชุลมุนที่มีถ้อยคำกล่าวถึงคำว่า “น้ำ” รวมไปถึงสองคือกลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งรุนแรงจนสมิงสาวถึงกับย่นจมูกยู่หน้าหนี ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลให้โนร่าเลือกที่จะเมินเฉยต่อความวุ่นวายในตัวเมือง แล้วออกวิ่งเข้ารกเข้าพงไปเสียอีกครั้งอย่างไม่เกรงกลัวว่าจะหลงทิศผิดทาง

                เพราะสมิงนั้น มีสัญชาตญาณเป็นเลิศในการคลำหาทิศทางที่ปลอดภัยในผืนป่า และตอนนี้โนร่าก็ไม่ต้องการสิ่งใด นอกเสียจากค้นหาที่ซ่อนหลบภัย หรือจะว่าให้ถูกที่สุดนั้น คือการหลบไปจากสายตามนุษย์เหมือนดั่งที่บรรพบุรุษเลือกกระทำจนเผ่าพันธุ์กลุ่มของเธอดำรงอยู่มาได้

 

                ... อึ้ย! ... แย่แล้ว

 

                วูบหนึ่งที่เพิ่งจะคิดได้ ใบหูสามเหลี่ยมก็พลันลู่ลงพร้อมกับการชะลอฝีเท้าลงไปด้วยความรู้สึกผิด เธอเพิ่งจะสำนึกได้ว่าสิ่งที่ทำลงไป เป็นการเปิดเผยให้เหล่ามนุษย์ได้รู้แล้วว่าสมิงนั้น “ยังคงดำรงอยู่” ถึงจะไม่มีกฎข้อห้ามใดๆ ในเรื่องนี้ให้เป็นความผิด แต่ก็เพราะเช่นนั้นเอง ความรู้สึกผิดจึงหนักหนาสาหัสเท่าๆ กับความไว้วางใจและเชื่อใจของท่านผู้เฒ่าและหัวหน้าเผ่า ผู้เป็นบิดาของเธอเอง

                หากเมื่อโนร่าระลึกถึงพ่อ ถ้อยคำๆ หนึ่งที่ได้รับฟังมาตลอดทุกเมื่อที่มีโอกาส ประโยคสองท่อนที่ได้แฝงปรัชญา ก็ลอยแว่วผ่านหูขึ้นมา ด้วยเสียงอันแหบห้าวหากทรงพลังในความทรงจำ

 

                ‘ กาลเวลาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกสิ่ง ... — ’

 

                อึดใจที่หยุดนิ่ง ราวกับจะให้ถ้อยคำนั้นได้ซึมซับเข้าไปในความทรงจำ ก่อนที่ถ้อยคำใจความสำคัญนั้น จะถูกเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบาของสาวสมิงแมวขาวโนร่า

 

                “— แต่พวกเรา ... คือผู้หมุนเข็มแห่งกาลเวลา”

 

                ความรู้สึกที่ยากจะบรรยายซึ่งเติมเต็มไปด้วยความตระหนักรู้ถึงความจริงแท้ และความภาคภูมิใจในตัวบิดา โนร่าเพิ่งประจักษ์ถึงความยิ่งใหญ่ของโลกใบนี้ ความยิ่งใหญ่ของ “คำ” นี้ เธอเพิ่งจะได้รู้สึกว่าตนเองนั้นเล็กกระจ้อยเพียงใด ประหนึ่งเป็นเพียงฟันเฟืองตัวเล็กๆ ในนาฬิกาข้อมือที่สวมใส่อยู่ จนอดไม่ได้ที่จะเหลือบสายตาลงมองนาฬิกาที่ได้รับสืบทอดมาจากแม่

                แล้วโนร่าก็เพิ่งจะระลึกถึงความจริงข้อหนึ่งขึ้น ว่าสิ่งที่เธอทำลงไปนั้นไม่ได้บิดเบือนข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งที่สมิงสาวได้รับรู้มากว่าเจ็ดปีแล้ว

 

                ‘ มนุษย์นั้น รู้อยู่แล้วว่าสมิงมีจริง ’

               

                เป็นชั่วครู่ที่โนร่าหยุดนิ่งไม่ไหวติง ปล่อยให้ความคิดทำความเข้าใจถึงข้อเท็จจริงได้ทำงานอย่างเต็มความสามารถ สมิงขาวรู้ตัวแล้วว่าสิ่งที่ตนทำลงไปเป็นเพียง “การยืนยันข้อสันนิษฐานของมนุษย์” เท่านั้น ความจริงก็คือยังไม่มีมนุษย์หน้าไหนรับรู้ว่าบ้านเกิดของเธอคือที่ใด และเธอก็ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใดๆ เลย ไม่แม้แต่ชื่อที่โนร่าเลือกใช้เป็นนามแฝงสมัยวัยเยาว์ เว้นไว้เพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่ได้ประจักษ์เต็มตามนุษย์กลุ่มหนึ่งไปแล้วว่าเป็นเช่นไร

 

                “— ... นั่นสินะ... จะช้าจะเร็วมนุษย์ก็ต้องได้เจอสมิงอยู่ดี... เผลอๆ จะเคยเจอมาก่อนหน้านี้แล้วก็ได้? ... ใช่... มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอก!”

 

                ความโล่งใจปลดปล่อยความตึงเครียดอันเศร้าหมองลงไปได้จนหมดสิ้น นัยน์ตาสีดาร์กช็อกโกแลตจึงเหลือบขึ้นมองเส้นทางเบื้องหน้าอีกครั้ง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นเป็นเชิงปลุกปลอบใจตนเอง แล้วสาวสมิงแมวขาวก็เริ่มวิ่งกระโจนข้ามพุ่มไม้ใหญ่ โหนเหวี่ยงไปตามกิ่งก้านไม้หนาเสียอีกครั้ง โดยจุดหมายปลายทางของเธอนั้น คือแมกไม้สูงใหญ่ข้างสายธารเล็กๆ ไกลออกไปข้างหน้า อันเป็นสถานที่ที่ร่าเคยไปพักหลบสายตามนุษย์อยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนที่สมิงสาวจะแยกทางเป็นการชั่วคราวกับเพื่อนรักคนที่สอง นอกเหนือจากเพื่อนรักคนแรกในชีวิตนั่นคือเอ็นกิ

                คิดได้ดังนี้ โนร่าก็เริ่มกำหนดแผนการสำหรับวันพรุ่งนี้ขึ้นมาได้แบบง่ายๆ

 

                “ลงแบบนี้แล้วก็ต้องเปลี่ยนแผน! พรุ่งนี้ก็ไปหาโฮริกเลยดีกว่า!! — ? ... อื้อ? ... เหมือนลืมอะไรไปอย่างแฮะ? ... ?? —”

 

                นั่นคือคำพูดสุดท้าย ก่อนที่โนร่าจะมาถึงจุดหมายปลายทางหลังสิ้นเสียงพึมพำต่อตนเองไม่นาน ดวงตาสีดาร์กช็อกโกแลตมองเหม่อขึ้นไปบนยอดไม้สูงอย่างพยายามจะนึกให้ออก เป็นชั่วครู่ใหญ่ๆ ที่สาวสมิงยืนเหม่อเผยอปากค้าง ให้สายลมรัตติกาลพัดผ่านไปหนึ่งระลอกใหญ่ๆ

                สุดท้าย เมื่อใบไม้พัดปลิวเข้าปากไปหนึ่งคำจนพ่นพรวดออกมาแทบไม่ทัน สมิงสาวโนร่าก็เลิกล้มความตั้งใจอันแน่วแน่ที่แสนสั้น หันไปปีนต้นไม้ไต่ขึ้นไปจนถึงโพรงไม้ใหญ่ใจกลางลำต้น ที่ซึ่งฝน ลม และแดด ไม่อาจเข้าถึงตัวผู้หลบอาศัยได้โดยตรง

 

                ‘ไว้พรุ่งนี้ค่อยคิดต่อละกัน’

 

                ผืนผ้าคลุมเตียงสีขาวที่ฉกออกมาจากโรงแรมถูกดึงออกมาจากกระเป๋าหนังสัตว์ใบน้อยแสนสะดวก สมิงสาวแปะๆ ขยุ้มผ้าลงบนพื้นที่แห้งส่วนหนึ่งของโพรงไม้พอเป็นพิธี แล้วสาวเจ้าก็กลิ้งขลุกลงไปนอนนิ่งในชั่วอึดใจ ปล่อยให้ความง่วงงุนแล่นเข้าโจมตีอย่างไม่คิดจะป้องกันใดๆ ด้วยเป็นหนึ่งในผลข้างเคียงพื้นฐานจากการใช้ “คำ” มากเกินไปในการต่อสู้เมื่อครู่นี้

                หากสิ่งนี้ เป็นเรื่องที่โนร่าไม่เคยรู้และตระหนักถึงความเกี่ยวโยงของมันเลยแม้แต่น้อย

 

 

                ค่ำคืนนั้น โนร่าฝันว่าได้เจอกับแม่ที่จากเธอไปตั้งแต่เจ็ดขวบ หญิงสาวชาวสมิงแสนงดงามผู้ถ่ายทอดสีผมให้โนร่า ผู้โอบกอดเด็กสาวสมิงขาวตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน ความรัก ความอบอุ่น ความผูกพัน สายใยแห่งมารดา กระตุ้นโนร่าให้น้ำตาหยดคลอระหว่างซุกกอดอกมารดาอย่างโหยหาอาวรณ์               ในความฝันนั้น เธอได้ยินเสียงพึมพำแผ่วเบาที่ฟังไม่ได้ศัพท์จากผู้เป็นแม่อยู่ครู่หนึ่ง หากก่อนที่ร่าจะได้พลันนึกสงสัยและตั้งใจจดจำฟังข้อความนั้น ร่างที่เธอกอดอยู่ก็ค่อยๆ เลือนรางหายไป พร้อมรอยยิ้มสุดท้ายที่เผยอตอบถึงถ้อยคำที่จะไม่มีวันลบเลือนไปจากหัวใจของเด็กสาวตลอดกาลตนนี้

 

                “แม่รักลูกนะ โนร่า”

 

                หยดน้ำตาที่ไหลริน แม้ว่าร่าจะพยายามร้องเรียกและจับกระชับร่างอบอุ่นเบื้องหน้าไว้ให้มั่นแค่ไหน ก็ไม่ต่างอะไรกับการประคองจับน้ำด้วยฝ่ามือ หากผู้เป็นมารดาก็ยังคงส่งยิ้มให้และเอื้อมมือลูบศีรษะโนร่าเบาๆ ให้ดวงตาสีดาร์กช็อกโกแลตปิดสนิทลงไปด้วยเสียงร้องสะอื้นด้วยการปลอบประโลมครั้งสุดท้าย ปล่อยให้ถ้อยคำกำชับประโยคสุดท้ายจากแม่ ไหลผ่านเข้ามาเป็นความทรงจำที่ปิดตายยามโนร่าลืมตาตื่นจากความฝัน

 

                “ลูกจะเป็น ‘มารดา’ ที่ดีอย่างที่ ‘โลก’ ต้องการได้แน่นอน”

 

                ‘ แม่เชื่อมั่นในตัวลูกนะ โนร่า — ลูกรักของแม่’

 

 

 

                นัยน์ตาคู่โตปรือเปิดขึ้นช้าๆ ท่ามกลางความมืดสลัวของรุ่งสางยามเช้าที่อบอวนไปด้วยกลิ่นอายธรรมชาติแท้ๆ ของผืนป่า ความชื้นเหนอะหนะที่แต้มบนดวงหน้ารูปไข่ ดึงให้มือเรียวเอื้อมขึ้นมาแตะเช็ดคราบน้ำตาอย่างมึนเบลอและสับสน เพราะโนร่ารู้สึกเหมือนว่าได้เจอกับแม่มาจริงๆ ได้กอดแม่ ได้รับการปลอบประโลมจากแม่ และสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากแม่ กระทั่งสัมผัสอุ่นจากฝ่ามือที่แตะสัมผัสบนศีรษะ โนร่าก็ยังรู้สึกว่าความอบอุ่นนั้นยังตกค้างอยู่ตรงนั้น

                หากสมิงสาวกลับไม่กล้าที่จะแตะสัมผัสมัน เพราะกลัวว่าความจริงนั้นจะทำให้เธอต้องร้องไห้อีกครั้ง ไม่ว่ามันจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม

 

                ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าโนร่าจะตั้งสติมาอยู่กับปัจจุบันได้อีกครั้ง สมิงสาวกลิ้งตัวลุกขึ้นคลานเข่ามุ่งตามแสงสว่างยามเช้าออกมายังปากโพรง กลิ่นอายธรรมชาติแท้ๆ ที่ไม่ได้สัมผัสมาร่วมสี่วันที่ร่อนหาข้อมูลอยู่ในเมืองมนุษย์ ช่วยปลอบประโลมโนร่าให้คลายเหงาแสนเศร้าออกไปได้ เสียงลมที่พัดผ่านนำพาบทเพลงแห่งป่าเขาที่ขับขาน และการเคลื่อนไหวของสรรพสัตว์เบื้องล่างริมธาร ก็ดึงดูดดวงตาคู่โตให้สนใจจ้องมองจนหย่อนใจไปไม่น้อย

                จนเมื่อรู้สึกตัวอีกที ความหิวกระหายก็แล่นเข้าจู่โจมโนร่าเสียแล้ว

 

                “... หาอะไรกินหน่อยดีกว่า...?”

 

                กระเป๋าหนังสัตว์ใบน้อยถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้ง ให้ฝ่ามือเรียวสีเทานวลเอื้อมลึกลงไปควานหาสิ่งของที่ต้องการ สิ่งแรกถูกหยิบโยนขึ้นมากลิ้งขลุกโดยถูกหยุดไว้ในชั่วอึดใจด้วยฝ่าเท้าเปลือยเปล่าของสมิงสาว รูปลักษณ์ทรงกระบอกสีดำที่กำซ่อนไว้ในมือข้างเดียวได้ ไม่ได้บ่งชี้ถึงการใช้งานเหมือนกับรอยสลักรูปเปลวไฟเล็กๆ ที่ฝาเปิดด้านบนเลย หากสิ่งนี้ก็ยังไม่เป็นปัญหาเท่ากับกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ทำจากเนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อน ขนาดความยาวที่วัดได้ราวเมตรครึ่งกับเสียงหนักๆ ยามโนร่าค่อยๆ วางกล่องบนพื้น บ่งชี้ชัดเจนว่ามันหนักมากไม่ว่าของข้างในจะเป็นอะไรก็ตาม

                กระนั้น สิ่งหนึ่งที่นอกเหนือความคาดหมายก็ติดมากับกล่องไม้ที่ว่านี้ด้วยเช่นกัน

 

                “? ... กระดาษอะไร— ... !! ถ—ถึงเวลาแล้วเหรอ!? ตายแล้วววว!!!”

 

                กระดาษแผ่นน้อยสีขาวเนื้อมันวาว คือต้นเหตุของความตื่นตระหนกตกใจจนสมิงสาวออกอาการลุกลี้ลุกลนเป็นการใหญ่ เมื่อหัวกระดาษจั่วตัวอักษรสีแดงใหญ่หนาไว้ชัดเจนว่า “ใบแจ้งค่าคลังเอนกประสงค์” พร้อมยอดค่าใช้บริการที่เล่นโนร่า ณ เวลานี้ให้จนแกลบเป็นแมวยาจกได้ในพริบตา

                กระนั้นเรื่องราวแห่งปัญหากลับไม่ใช่เรื่องเงินตราที่แมวสาวจะหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เป็นเรื่องเวลาชำระเงินที่จำกัดไว้เพียงเจ็ดวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับใบทวงหนี้ กับสถานที่จ่ายเงินค่าเช่าคลังซึ่งนอกจากจะไปซุกซ่อนอยู่นอกสายตามนุษย์จนหาเจอยากมากถึงมากที่สุดแล้ว สถานที่เหล่านั้นยังมีอยู่แค่สองแห่งบนโลกอีกต่างหาก

 

                “เอ่อ— ที่ใกล้ที่สุด ... — ‘เกบัล’ หรือ ‘เบนาเรส’ กันแน่นะ??”

 

                แทนการคาดเดา โนร่าเริ่มหันไปค้นกระเป๋าหยิบม้วนแผนที่โลกซึ่งขโมยติดมือจากมนุษย์ขึ้นมากางแผ่ ด้วยความสามารถในการจดจำและความรอบคอบที่สาวเจ้าพอจะมีอยู่บ้าง โนร่าจึงมองเห็นตำแหน่งที่ตั้งของเมืองอมนุษย์เกบัลและเบนาเรสได้ทันที แม้จะไม่มีปรากฏอยู่บนม้วนกระดาษหนานี้ก็ตาม

                และตอนนี้ โนร่าก็กำหนดได้แล้วว่าเมืองไหนจะเป็นจุดหมายปลายทางต่อไปของเธอ

 

                “เบนาเรสใกล้กว่าแฮะ ... สัก 2-3 วันก็น่าจะถึง...? ...”

 

                ครุ่นคิดไปสมิงขาวก็ชักจะมึนๆ ขึ้นมาเล็กน้อย ด้วยรู้สึกเหมือนว่าตอนนี้ลืมอะไรไปสักอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน หากเสียงท้องครืดคราดก็บ่งบอกชัดเจนว่าเวลานี้ควรไปหาอะไรใส่ท้องได้แล้ว สุดท้าย โนร่าก็ได้แต่ยัดใบทวงหนี้เก็บกลับเข้ากระเป๋าโดยเมินผืนผ้าที่ใช้ปูนอนไว้เบื้องหลัง หันไปแบกกล่องไม้สะพายกระเป๋าคาบไฟแช็ก แล้วปีนไต่ออกจากโพรงลงสู่พื้นดินเบื้องล่างอย่างระมัดระวัง จนพื้นรองเท้าสีขาวนั้นแตะสัมผัสลงบนพื้นหญ้าที่เต็มเกลื่อนไปด้วยใบไม้หลากสีตรงโคนต้นไม้

                สมิงสาวเลือกลานหญ้าหย่อมเล็กๆ พื้นแน่นๆ กึ่งกลางระหว่างสายธารเส้นเล็กเบื้องหน้ากับต้นไม้ใหญ่ที่พักเบื้องหลัง หลังจากใช้เท้าเตะเขี่ยใบไม้แห้งออกไปจนเป็นที่พอใจแล้ว โนร่าก็วางกล่องไม้ลงไปบนพื้นหญ้าสีเขียว ฝากล่องหนาหนักถูกงัดเปิดขึ้นมาจากรอยหยักเล็กๆ ที่สร้างไว้ให้จิกนิ้วลงไปได้ จนเห็นได้ว่าข้างในนั้นมีแผ่นโลหะสีทึมๆ ปิดซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งตรงนั้นก็มีแท่งเหล็กยาวๆ ติดตัวล็อกไว้ใต้ฝากว่าห้าหกแท่ง

                ความเย็นลอยกรุ่นสวนทางออกมาจนโนร่าต้องถอยหลบไปสักครู่ สมิงขาวนั่งรออยู่อีกชั่วอึดใจ ภาพกล่องไม้ที่เต็มไปด้วยหมอกควันไอเบื้องหน้า ก็แปรเปลี่ยนสภาพเป็นกล่องไม้ที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อแช่แข็ง ผักและผลไม้หลากสี โดยแวดล้อมไปด้วยเกล็ดใหญ่สีขาวสะท้อนแสงระยิบระยับขนาดเท่าฝาเปลือกหอยนับร้อยชิ้น ผลึกเกล็ดขาวอันเป็นต้นกำเนิดของความเย็นจัด แต่กลับไม่มีท่าทีว่าจะละลายลงตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

 

                ‘ เกล็ดมังกรน้ำแข็ง ’

 

                ชื่อที่เรียกรอยยิ้มบนดวงหน้าแมวสาวได้อีกครั้ง เมื่อสิ่งนี้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญในการขอเดินทางออกจากหมู่บ้าน ครั้งนั้นกล่องไม้หนักๆ ถูกส่งให้โนร่าที่ยังไม่รู้ว่าจะให้ล่ามังกรน้ำแข็งระดับครึ่งร้อยไปทำไม พร้อมคำสั่ง “เก็บเกล็ดมังกรน้ำแข็งใส่มาให้ได้ครึ่งหนึ่ง” ภายในระยะเวลาจำกัด “สองเดือน”

                ณ ตอนนั้นมันช่างเป็นงานที่สาหัสสากรรจ์เอาเรื่องสำหรับเด็กสาววัยสิบห้า ระยะเวลากว่าสองเดือนทำให้โนร่าชะล่าใจคิดว่ามันไม่น่าจะยาก แต่ความเป็นจริงยามเมื่อเผชิญหน้ากับมังกรตัวเป็นๆ นั้นโหดร้ายจนทำลายความมั่นใจของสมิงขาวไปเสียสิ้น ขนาดตัวที่ใหญ่โตข่มขู่เด็กสาวจนตัวสั่นได้แม้จะไม่รู้สึกหนาว เสียงร้องเลื่อนลั่นข่มขวัญแมวสาวจนเข่าอ่อนด้วยความหวาดกลัว

                แต่สุดท้าย โนร่าก็ผ่านพ้นมันมาได้ด้วยมันสมองและความพยายาม บทเรียนครั้งนั้นฝึกโนร่าให้ใช้พลังอำนาจของ “เวลา” เต็มความสามารถ ได้เรียนรู้จุดอ่อน จุดแข็งของมัน การตั้งเงื่อนไขที่เหมาะสมกับพลัง และทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับ “เวลา” ที่เธอใช้ จนกลายเป็นฐานให้สาวเจ้ายึดถือมาจนปัจจุบัน

 

                กระนั้น ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาจะมานั่งระลึกความหลัง ทันทีที่โนร่าคิดได้ดังนั้น งานปิ้งย่างสังสรรค์ตัวคนเดียวก็เริ่มต้นขึ้น จากวัตถุดิบในกล่องไม้ที่และกองไฟที่โนร่าจุดขึ้น

 

 

 

                “— ... อ๊ะ! นึกออกแล้ว!!”

 

                ประหนึ่งเมื่อท้องอิ่มสมองก็เริ่มทำงาน โนร่าที่กำลังเก็บของลงกระเป๋าเพิ่งจะนึกได้ว่าเรื่องที่พยายามนึกอยู่เมื่อคืนนั้นคืออะไร เมื่อคิดได้แล้วสมิงสาวจึงรีบเก็บของให้เรียบร้อยก่อนจะหันไปปีนไต่ต้นไม้ใหญ่ หากรอบนี้โนร่ากลับปีนข้ามโพรงไม้สูงขึ้นไป ด้วยจุดหมายของเธอตอนนี้ไม่ใช่หาที่พักหลบซ่อนตัว หากเป็นการไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดของยอดไม้ เพื่อส่งข่าวบอกเพื่อนรักคนที่สองของเธอ ให้รู้ว่าตอนนี้โนร่าออกมาจากเมืองเอเธนส์แล้ว และกำลังจะเดินทางไปทำธุระที่เมืองเบนาเรสต่อเลย

                ส่วนวิธีการส่งข่าวนั้น มันเป็นลักษณะเฉพาะของชนเผ่าพิเศษอย่างโฮริกเท่านั้นที่จะรับฟังได้ จนเรียกได้ว่าไม่มีทางที่ชนเผ่าอื่นใดจะรับรู้ถึงการส่งสารนี้อย่างแน่นอน

                ถึงแม้ว่ามันจะดูบ้าบอและน่าอายชอบกลอยู่ก็ตาม

 

                “— ! โฮริก! ไปเจอกันที่เบนาเรสนะ!! —”

 

                เมื่อวิธีการนั้น คือการพูดผ่านสายลมที่พัดผ่านมา และปล่อยให้สายลมนำพาข้อความนั้นไปสู่ผู้รับสาร แม้ว่าโนร่าจะไม่เข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร แต่เมื่อส่งข่าวสารเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว สมิงสาวก็ไม่คิดจะอยู่รอสายลมระลอกต่อไปมาโยกไหวยอดไม้ที่เธอเกาะหนึบเพราะกลัวตกอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน

                ก็เหมือนดังเช่นสัตว์โลกภาคพื้นทั่วไป ที่ยิ่งปีนสูงขึ้นเท่าไหร่ เวลาที่จะใช้ในการปีนกลับลงมาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น กว่าสิบนาทีที่โนร่าใช้ไปในการปีนไต่กลับลงมายืนบนผืนแผ่นดินเบื้องล่าง และอีกราวนาทีสองนาทีสำหรับการปรับแข้งขาให้หยุดสั่น เมื่อทุกอย่างมั่นคงสมบูรณ์พร้อม สมิงขาวก็หันไปมองทิศทางอันเป็นจุดหมายเร่งด่วนของการเดินทาง แล้วเริ่มก้าวขาเดินเท้าก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นวิ่งและจบลงที่กระโจนโหนไปมาตามผืนผ้าแมกไม้ใหญ่เหมือนปกติในชั่วอึดใจ

 

 

                ปล่อยสายลมให้ทำหน้าที่ส่งข้อความไป ด้วยฐานะ “เพื่อน” อย่างที่โฮริกได้บอกเธอไว้นานมาแล้ว

 

 

                สายลมใหญ่พัดผ่านป่ากว้าง ข้ามเมืองเอเธนส์ ก่อนจะแยกย้ายกระจายออกไปตามกลไกธรรมชาติ ข้ามทะเลสาบ ข้ามหุบเขา ไหลเวียนไปทั่วทั้งแผ่นดิน โลดแล่นไปทั่วเหนือพื้นน้ำ กระทั่งหลุดเข้าสู่เมืองใหญ่แห่งหนึ่งของชาวมนุษย์ สายลมกระแสหนึ่งก็ไหลข้ามสวนกุหลาบแดง นำพากลิ่นหอมหวนผ่านบานหน้าต่างกระจกแก้วยักษ์ใหญ่ เข้าสู่ห้องรับรองของคฤหาสน์ขนาดย่อม ให้กลิ่นดอกไม้หอมอบอวนอยู่รายล้อมรอบตัวหญิงสาวกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังสนอกสนใจขวดแก้วกระปุกยาที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะหินขัดสีชมพูกุหลาบ

                ครู่นั้น ร่างหนึ่งที่อยู่ใจกลางกลุ่มสาว ก็เหลือบดวงตาคู่เรียวขึ้นเหม่อมองผ่านออกไปนอกหน้าต่างในชั่วอึดใจ ก่อนที่ริมฝีปากบางจะคลี่ยิ้มแค่เฉพาะมุมปาก แล้วหันกลับมาสนใจต่อการตัดสินใจของลูกค้าสาวผู้มั่งคั่งทั้งสองที่นั่งรายล้อมอยู่รอบโต๊ะหิน

 

                “นี่ท่านโฮริก ถ้าพวกเราจะ เอ่อ— !”

                “คิก~ ได้แน่นอนอยู่แล้วคุณหนู~ ทำตัวน่ารักแบบนี้ลดให้ 5% — ไม่สิ 7% เลย~”

 

                การโน้มตัวเข้าหาเล็กน้อย ให้ปลายนิ้วเรียวนุ่มแตะที่แผ่วเบาบนริมฝีปากสาวน้อยข้างกาย นัยน์ตาสีเพลิงคู่เรียวที่สบมองประสานตาชั่วครู่ พร้อมรอยยิ้มร้อยเล่ห์คู่น้ำเสียงหวานนุ่มเหมือนหนุ่มน้อย เล่นงานลูกค้าสาวเบื้องหน้าให้อายม้วนแก้มแดงเลี่ยงหลบตาในชั่วอึดใจ หากสาวหุ่นเพรียวสูงผิวสีแทนจางผู้นี้ก็ไม่หยุดการหยอกเย้าไว้แค่หนึ่งเดียว แม้จะเป็นเพียงแค่การเหลือบสายตาไปสบมองแล้วคลี่ยิ้มส่งให้ แต่ก็ทำเอาแฝดคนน้องที่นั่งข้างๆ ผู้พี่ แก้มแดงระเรื่อเขินอายไปพอดูเช่นกัน

                กระนั้น มันก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการหยอกล้อต่อแต้มสำหรับธุรกิจของเธอเลย หากมันก็จำเป็นและอำนวยความสะดวกให้โฮริกได้อย่างมากมาย เพราะเพียงแค่สิบนาที บัตรสีดำสนิทสามใบสำหรับยาสามขวดก็หลุดเข้ามาอยู่ในกระเป๋าเป้หนังเนื้อหนาสีขาวครีมประจำกายเรียบร้อย พร้อมกับที่รองเท้าบูทหนังสีดำเงาวาวก้าวผ่านซุ้มประตูเหล็กดัดออกไป สู่ถนนเส้นเล็กๆ ที่ตัดผ่านป่าไม้ขนาดย่อมอันเป็นสมบัติส่วนตัวของตระกูลใหญ่โต ผู้ขึ้นชื่อเรื่องกุหลาบที่สุดในจักรวรรดิของมนุษย์ ถึงขนาดมีรูปปั้นแกะสลักจากช่างฝีมือที่สาบสูญอยู่ใจกลางคฤหาสน์ได้

 

                ‘กุหลาบนั้น คงงดงามมากแล้ว... สำหรับมนุษย์’

 

                โฮริกลอบยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อนึกถึงดอกไม้ดอกหนึ่งที่เคยเห็นอยู่ครั้งเดียวในชีวิต หากความงามที่สะกดผู้มองให้ลืมหายใจ เธอยังคงจำมันได้ไม่มีลืม แต่ตอนนี้ก็มิใช่เวลาที่จะมาเดินเตร็ดเตร่ระลึกถึงความงามอันแสนหวาน ประกอบกับที่หมดธุระกับเมืองนี้เรียบร้อยแล้ว แผนการเดินทางไปยังที่หมายถัดไปก็เริ่มประมวลขึ้นในหัว และเสร็จสรรพทันเวลาก่อนที่โฮริกจะก้าวขาเข้าสู่ถนนเส้นหลักประจำเมืองแห่งนี้

                ครู่หนึ่งที่ปล่อยชายเสื้อคลุมสีดำเนื้อหนาให้สะบัดไปตามสายลมแรงที่พัดผ่านตลอดเวลา โฮริกยืนนิ่งเหยียดเท้ายันพื้นไว้มั่นระหว่างเอื้อมมือคว้าหมวกฮูดที่มีเนื้อเดียวกันกับตัวเสื้อลงมาสวมปิดหัวไว้เหมือนเช่นนักเดินทางทั่วๆ ไป แล้วปล่อยให้ดวงตาสีส้มเพลิงมองตรงไปยังสถานที่อันเป็นเป้าหมาย ซึ่งมีพาหนะสำคัญที่จะช่วยในการเดินทางได้เป็นอย่างดี

 

                “— ให้มันได้แบบนี้ทุกทีสิน่า~”

 

                รอยยิ้มกระหยิ่มปรากฏชัดเจนบนดวงหน้าเรียวคม เมื่อพาหนะที่กำลังต้องการอยู่เพิ่งจะเข้ามาจอดนิ่งอยู่บนชานชาลาพอดิบพอดี และในหนึ่งนาทีต่อมา สาวเจ้าก็เข้าไปเดินเล่นอยู่บนขบวนรถไฟหัวกระสุนสายสามสิบสามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

                จุดหมายปลายทางก็คือ เมืองอัสซีเรีย เมืองใหญ่ติดอันดับหนึ่งในสิบเมืองหลักแห่งจักรวรรดิ

 

 

 

                โดยไม่ได้รู้เลยว่า หนึ่งในเมืองหลักอันเป็นสถานที่รวมตัวคบค้าสมาคมของชนชาวพื้นเมืองเผ่าอื่นๆ ที่ถูกมนุษย์ไล่ล่านั้น อยู่ไม่ได้ห่างไม่ได้ไกลไปจากเมืองอัสซีเรียเท่าไหร่เลย

 

 

 

 

 

 

 

                ในห้องมืดๆ ห้องหนึ่งที่แสงสว่างแห่งรัตติกาลมิอาจล่วงล้ำถึง แสง เสียง จากแผ่นแก้วสีดำติดผนังห้องสีทึม ไม่อาจทำลายสมาธิอันน่าทึ่งของเจ้าห้องที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตนอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์อันรุนแรงและหนักแน่น

                แต่เนื้อความข่าวหนึ่ง กลับทำลายสมาธิของบุคคลร่างผอมในชุดขาวเปื้อนสีมอมแมมผู้นี้ได้สำเร็จ นั่นคือข่าวเหตุการณ์ก่อการร้ายของเมืองเอเธนส์ ที่มีการระเบิดโรงแรมน็อกซ์ดาวน์จนทั้งตัวโรงแรมและพื้นที่รอบข้าง พินาศย่อยยับลงไปจนไม่อาจคาดคะเนความเสียหายที่แท้จริงได้แน่ชัด

 

                หากถ้าจะมีสิ่งใด ที่ผิดแปลกไปจากความปกติแล้วนั้น หนึ่งในนั้น คือถ้อยคำพึมพำของนักสร้างสรรค์ศิลปะผู้เลืองชื่อลือนามคนนี้แน่นอน

 

                “— ... ขนาดเอเธนส์ ... ก็ยังไม่ผ่าน ...”

 

                ร่างผอมค่อยๆ หันกลับมาสู่ผลงานของตนที่ยังสร้างไม่เสร็จ สิ่งที่เห็นทำให้เจ้าตัวนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่มือซีดขาวของผู้สร้างสรรค์ จะเอื้อมขึ้นแตะผลงานเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน

 

                “... และนี่ ... ก็ไม่สมบูรณ์...”

 

                สิ้นเสียงกระซิบ “ผลงานที่ไม่สมบูรณ์” ก็ถูกผลักตกจากแท่น ลงไปแตกกระจายอยู่บนพื้นหินอย่างไม่คิดอาลัยอาวรณ์

 

                “... ต้องสร้าง ... ใหม่ ... ... อีกสอง ...”

 

 

 

 

 

 

 

“... สร้างลำดับ ... ที่ 33 ... ใหม่ ... ... และ ... ทดแทน ... ของเอเธนส์ ...”

 

 

 

 

“ ที่ระเบิดไปแล้ว ”

 

 

 

สิ้นสุด – ผลงานศิลปะ