ทรราช... หนึ่ง
posted on 09 Sep 2010 10:51 by nekotsuki-ren in ShortFic1ไอริสสีเหลืองกับกุหลาบสีเลือด
... พ่อเคยบอกว่า ... รักครั้งแรกนั้น มักจะผิดหวังเสมอ ...
เมฆฝนหนาทึบเบื้องบน กลืนกินดวงอาทิตย์ให้ลับหายไปจากสายตาของหนุ่มใหญ่ผู้หนึ่ง ซึ่งได้แต่นั่งนิ่งจับจ้องมองท้องฟ้าด้วยดวงตาสีมรกตอันเลื่อนลอย ภายในบ้านหลังเล็กๆ ของเขามีเพียงเครื่องเรือนเล็กสี่ชิ้น หนึ่งนั้นคือเตียงนอนเนื้อไม้เก่าแก่ สองคือตู้เสื้อผ้าปลายเตียง สามคือโต๊ะไม้หนาหนักมุมห้อง และสี่คือเก้าอี้ไม้ที่เขาใช้นั่งอยู่ข้างหน้าต่างห้อง หน้าต่างที่เปิดกว้างอย่างไม่กลัวเกรงสายลมหรือหยาดฝนจะโปรยปรายเข้ามาข้างใน
เขากำลังรอคอยอยู่ แม้ว่าสายฝนที่เริ่มโปรยปรายจะทำให้เขานึกเป็นห่วง แต่ชายหนุ่มผมทองผู้นี้ก็รู้ดีว่าวันนี้มันจะต้องมา ตามกำหนดนัดหมายครั้งก่อนที่ได้วางวันเดือนไว้อย่างมั่นคง และไม่เคยพลาดนัดเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“---- ! มาแล้ว!”
ร่างใหญ่ที่ลุกพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทันทีที่เห็นร่างเล็กๆ ลอยละล่องตรงเข้ามาทางทิศนี้ ชายหนุ่มรีบหมุนเก้าอี้ไปชิดขอบหน้าต่าง ก่อนจะถอยไปยืนอยู่กลางห้องเล็กๆ แคบๆ รอคอยให้นกฮูกป่าสีน้ำตาลธรรมดาๆ บินเข้ามาเกาะขอบพนักเก้าอี้ และหยุดนิ่งมองหนุ่มใหญ่ก้มตัวลงนั่งแกะม้วนกระดาษสีเหลืองออกจากขา เพื่ออ่านสารจากบุคคลปริศนาที่เขาจะไม่มีวันลืมเลือน
~ . ------------- . ~
จงบอกพวกพ้องของเจ้า
วันที่สามนับจากนี้ ดวงตะวันจักดับแสงชั่วยามหนึ่ง เวลานั้น จักเป็นโอกาสแห่งเราเหล่าดอกไอริสสีเหลือง
จงเตรียมการให้พร้อม จงอย่าได้กลัวโอกาส วันเวลาสถานที่ ข้าจักแจ้งให้เจ้าทราบอีกครั้งในอีกสองวันข้างหน้า
“จงเปลี่ยนแปลงแผ่นดินอันขลาดเขลานี้ ผลิบานความหวังสีเหลืองให้ทั่วดินแดน”
ไอริส
~ . ------------- . ~
ความตื่นเต้นยินดีแผ่ซ่านไปทั่วทั้งกายา การแก้แค้นให้แก่ท่านพ่อผู้ล่วงลับเพราะทรราช กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกสามวันข้างหน้านี้ หากส่วนหนึ่งลึกๆ แล้ว ชายหนุ่มรู้สึกใจหายและผิดหวังที่คำขอหนึ่งเดียวของเขา ไม่แม้แต่จะได้รับคำตอบปฏิเสธกลับมา ประหนึ่งว่ามันไร้ซึ่งความหมายสำหรับผู้นำพาความหวังมาสู่แผ่นดินนี้
“ขอแค่เจอหน้ากัน... แค่สักครั้งหนึ่ง... ทำไมท่านถึงไม่ยอมตอบรับกันนะ”
ไอริส บุคคลปริศนาที่ได้แต่คาดเดาว่าเขาเป็นใคร ชายหนุ่มยังจดจำได้ถึงวันแรกที่นกฮูกตัวนี้บินเข้ามาในห้องโดยไม่ยอมบินหนีออกไป สารสีเหลืองที่ผูกติดกับขานกฉบับที่หนึ่ง พูดถึงตัวชายหนุ่ม บุตรแห่งกบฏ ความจริงที่น่าจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ หากสารนั้นกลับชี้แนะถึงช่องทางการแก้แค้นต่อทรราช มีเงื่อนไขเพียงข้อเดียว คือหนุ่มใหญ่จะต้องเป็นหมากก้าวเดินตามคำสั่ง เป็นราชาผู้ทำตามคำสั่งของเงามืด โดยห้ามไม่ให้ใครอื่นรู้ถึงตัวตนแห่งเงา ตัวตนของบุคคลอันเป็นปริศนานามว่าไอริส
ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า และเปิดเอาปากกาขนนกกับขวดหมึกเล็กๆ ขึ้นมาเพื่อเขียนข้อความตอบกลับไอริสเหมือนเช่นปกติ ด้วยผลงานการวางแผนที่ลึกล้ำและล่วงรู้ถึงการเคลื่อนไหวภายในอย่างน่าอัศจรรย์ คำตอบรับกลับไปนั้น จึงเป็นเพียงถ้อยคำรับคำสั่งอย่างง่ายๆ เว้นไว้เพียงครั้งก่อนที่เขาบอกถึงความปรารถนาอยากพบเจอลงไป แต่มันก็ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ กลับมา
สารสีเหลืองถูกผูกกลับเข้าที่เดิม นกฮูกน้อยโผบินออกไปในทันทีที่ชายหนุ่มถอยออก ดวงตาสีมรกตจับจ้องมองนกบินหายลับไปสุดสายตา ก่อนที่หยดน้ำจากฟากฟ้าจะค่อยๆ โปรยปรายเข้ามา ประหนึ่งรับรู้แล้วว่ากิจธุระของชายหนุ่มเสร็จสิ้นลงแล้ว
“... ไอริส ... ท่านเป็นใครกันแน่นะ ...”
จากฝนพรำค่อยๆ แปรเปลี่ยนความรุนแรงจนกลายเป็นพายุฝนตกหนักจนน่ากลัว ด้วยสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมาจนรับรู้ได้ถึงคลื่นสั่นสะเทือนแห่งเสียงกึกก้องที่แผ่ขจายจากศูนย์กลาง กระนั้นเหล่าบุคคลกว่าสิบชีวิตในห้องประชุมสุดโอ่อ่าก็ยังคงไม่จบสิ้นซึ่งการโต้เถียงอย่างรุนแรง ประหนึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ลมพายุฝนสาดเทหนักหน่วงขึ้นเป็นทบทวีต่อกัน
“คิดได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น! ต้องมีผู้ใดสักคนในนี้เป็นพวกกบฏ!!”
“เป็นไปไม่ได้หรอก! อย่ามาเฉไฉความผิดพลาดของท่านจักดีกว่า!!”
“แต่ข้าเห็นด้วยนะ... มันอธิบายได้ว่าทำไมพวกกบฏถึงรอดไปได้ทุกครา”
“ข้าขอค้าน... มีเหตุผลอะไรที่เราจะไปชี้นำเหล่ากบฏกันเล่า?”
“เห็นด้วย! ข้าว่าแผนของเรายังไม่รัดกุมพอมากกว่า”
“แผนของข้าสมบูรณ์แบบ!! ไม่มีทางที่เจ้าพวกกบฏหน้าโง่มันจะรู้ทันได้หรอก!!”
“---- เงียบ!!!”
สิ้นเสียงร้องที่แผดดังเพียงชั่วครู่เดียวก่อนที่สายฟ้าจะฟาดผ่าข้างหน้าต่าง เหล่าขุนนางผู้กุมอำนาจในห้องพากันหยุดนิ่งกิริยาและจ้องมองไปทางผู้ป่าวร้อง ก่อนจะได้เลื่อนสายตาจากราชองครักษ์ไปสบมองดวงหน้าหวานสวยของราชินีแห่งเมืองนครผู้เยาว์วัย หากดวงตาสีอำพันที่กราดมองทุกคนที่หาญกล้ามาสบตานางนั้น กลับเยียบเย็นแข็งกร้าวและน่ากลัวเป็นยิ่งนัก
ความเงียบที่มีเพียงสายฝนสาดเท เหล่าขุนนางที่ตบโต๊ะผุดลุกจากเก้าอี้กันเมื่อครู่ค่อยๆ ถอยกลับลงไปนั่งที่เดิมอย่างช้าๆ จวบจนทั้งหมดได้นั่งลงกับที่เรียบร้อยแล้ว สายฟ้าจึงได้แล่นวาบลงมาอีกครา ให้วาจาเสียงหวานของราชินีสาวสวยเอ่ยเอื้อนออกมาก้องกังวานทั่วทุกมุมห้องจนขนลุกชัน
“จักโต้เถียงกันเช่นใด ความจริงก็คือเหล่ากบฏนั้นหนีรอดไปได้อีกครั้งแล้ว”
“พวกเจ้ายังมีหน้ามาทะเลาะกันเอง แทนที่จะช่วยกันคิดแผนจำกัดพวกมันอยู่อีกหรือ?”
ถ้อยคำที่เป็นความจริงอันเกิดจากสติปัญญาที่เกินกว่าขุนนางสูงวัยทั้งห้องจะไล่ตามทัน ค่อยๆ กดดันกัดกินความโอหังและทิฐิของผู้ฟังแต่ละคนลงจนย่อยยับ ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะสบตากับองค์ราชินีตรงๆ ขุนนางใหญ่ทั้งหลายได้เพียงก้มหน้าก้มตาเหลือบมองกันเองอย่างอึดอัดใจ ก่อนที่ผู้นำเหล่าทัพแห่งเมืองจะหาญกล้าเอ่ยปากเนื้อความหนึ่งขึ้นมา ท่ามกลางความแตกตื่นด้วยหวั่นกลัวของบรรดาเพื่อนขุนนางด้วยกันทั่วทั้งห้อง
“ถ--ถ้าเช่นนั้น... ท่านราชินีจักไม่ลองจัดการดูสักครั้งหรือขอรับ---- ... อึก! ...”
ก่อนที่เหตุการณ์จะวุ่นวายโกลาหน ด้วยคมดาบของราชองครักษ์หนุ่มผู้หนึ่งที่ในชั่วพริบนั้น ก็ได้ไปปรากฏอยู่เบื้องหลังผู้พูดและจ่อคอด้วยใบดาบเงินวาวเตรียมตวัดตัดหลอดลมในชั่วอึดใจ หากทุกอย่างก็หยุดชะงักลงได้ด้วยฝ่ามือเรียวขาวของราชินีที่ยกขึ้นห้ามช้าๆ จนราชองครักษ์ผู้เก่งกล้าถอยกลับมายืนข้างบัลลังก์ แต่คำพูดต่อมาของนางนั้นกลับทำให้แม่ทัพผู้หาญกล้าหน้าถอดสีขึ้นมาในบันดล
“เจ้าจะบอกว่า... เจ้านั้นไร้ความสามารถที่จะวางแผนการรบอีกต่อไปแล้วสินะ?”
“!! ม--ไม่ใช่ขอรับ! ... ขออภัยเป็นอย่างสูงขอรับ!! กระหม่อมจะวางแผนใหม่ให้เดี๋ยวนี้ขอรับ!!”
เพียงความเงียบงันแห่งการจ้องมองอย่างเยียบเย็น เพียงแค่รอยยิ้มบางเบาแย้มผลิบนดวงหน้าหวาน องค์ราชินีร่างน้อยมิได้กล่าวพูดอันใดออกมา หากสายฝนที่ค่อยๆ แผ่วเบาจนได้ยินกระทั่งเสียงหัวใจเต้น กลับกดดันแม่ทัพผู้หาญกล้าเสียจนเม็ดเหงื่อไหลหยดลงสู่พื้นหิน
จวบจนสายฟ้าฟาดผ่าลงมาอีกคราหนึ่งนั่นเอง เสียงหัวเราะขบขันเพียงเล็กน้อยจากเด็กสาวผู้เดียวในห้องประชุม ก็ดังสะท้อนก้องขึ้นราวกับจะหลอกหลอน ก่อนที่ถ้อยคำเสียงใสด้วยอารมณ์ยินดีพึงพอใจจะทำให้ผู้ฟังทั้งห้องโดยเฉพาะท่านแม่ทัพ ใจชื้นขึ้นมาได้จนยิ้มกันออก
“คิก... เช่นนั้น... ก็ปรึกษากันต่อไปเถิด ขบคิดเสนอแผนดีๆ มาเสียด้วยเล่า ท่านแม่ทัพ...”
“ข--ขอรับ! องค์ราชินี!! กระหม่อมจะไม่ทำให้ผิดหวังแน่ขอรับ!!!”
รอยยิ้มอันแสนอ่อนหวาน ไร้เดียงสา ระบายอยู่บนดวงหน้าหวานสวยขององค์ราชินีวัยเยาว์ ณ กาลนี้ ความงามที่ดึงดูดใจประดุจกลีบกุหลาบแดงที่หอมหวนเชิญชวนเข้าใกล้ ไม่ต่างอะไรกับลายสลักประจำราชวงศ์ที่แต่งแต้มทุกแห่งหน ลวดลายแห่งความตายที่กรีดเลือดชาวเมืองจนย้อมร่างแห่งสัญลักษณ์ให้แดงฉาน ด้วยคมหนามแหลมคมที่ติดตัวมาตั้งแต่ถือกำเนิด
“กุหลาบสีเลือด”
ตราสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์โรสบลัด
- ทรราช -
